รู้จัก 9 ประเภทโลโก้ พร้อมวิธีการใช้งาน EP.1

รู้จัก 9 ประเภทโลโก้ พร้อมวิธีการใช้งาน EP.1

โลโก้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้าง Brand Identity หรือระบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ ถ้าเราเลือก ประเภทโลโก้ ให้เหมาะสมกับแบรนด์ จะทำให้เกิดผลดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเกิด First impression ที่ดีกับแบรนด์ แบรนด์ได้สื่อสารความเป็นตัวเองที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างการจดจำได้ในที่สุดค่ะ

ดังนั้น ในบทความนี้ผู้เขียนจะพาผู้อ่านทุกคนไปทำความรู้จักกับโลโก้ทั้ง 9 ประเภท ว่าแต่ละประเภทมีข้อดีอย่างไร เหมาะกับแบรนด์แบบไหน และมีข้อควรคำนึงก่อนใช้อะไรบ้าง โดยจะแบ่งออกเป็นบทความ 2 EP. ค่ะ แต่ก่อนจะไปเริ่มกัน ผู้เขียนจะแนะนำให้รู้จักชื่อของโลโก้ทั้ง 9 ประเภทในภาพรวมก่อนว่ามีอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. Letterform Logo
  2. Wordmark Logo / Logotype
  3. Lettermark / Monogram Logo
  4. Symbol Logo / Pictorial Mark / Brand Mark
  5. Mascot Logo
  6. Abstract Logo
  7. Combination Logo
  8. Emblem Logo
  9. Dynamic Logo

สำหรับ EP.1 นี้ จะเป็นการอธิบายโลโก้ประเภทที่ 1-5 ก่อน และ EP.2 ซึ่งจะ Launch ต่อมา ก็จะเป็นของโลโก้ประเภทที่ 6-9 ยังไงก็ขอฝากติดตามกันต่อด้วยนะคะ ;D แต่ตอนนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ก็ลุยกันเลย!

AI image generated by Shutterstock (Prompt: Freshly AI-generated images showing Female graphic designer, shoulder length short hair, orange hair, cropped bangs, wearing black framed eyeglasses, cute face, tiny minimal tattoo style, wearing a white T-shirt, jeans skirt, sketching logos on sketch paper, Computer screen opening graphics program, leave logo design on the computer screen, coffee on the table, warm light, cozy room)

ประเภทโลโก้ ที่ 1-5 คืออะไร มีข้อดียังไง เหมาะกับแบรนด์แบบไหน และต้องระวังอะไรบ้าง?

9 ประเภทโลโก้
ตัวอย่าง : McDonald’s, WordPress, Airbnb, Netflix

Letterform logo เป็นโลโก้ที่ประกอบด้วยตัวอักษรเพียงตัวเดียว ความท้าทายของ ประเภทโลโก้ นี้ก็คือ เราจะสื่อถึงแบรนด์ผ่านโลโก้อย่างไร ด้วยตัวอักษรเพียงตัวเดียวค่ะ

เนื่องจาก Letterform logo เป็นโลโก้ที่มีตัวอักษรเพียงตัวเดียว ดังนั้นเราจึงสามารถปรับขนาดตัวอักษรได้ง่าย และถ้าออกแบบดี ๆ คนอาจจะจำชื่อเต็มของแบรนด์ได้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ

Letterform Logo เหมาะกับแบรนด์แบบไหน

เหมาะมากกับแบรนด์ที่มีชื่อยาว ๆ และจำยาก ๆ ค่ะ เพราะ ประเภทโลโก้ นี้ทำให้คนรู้สึกว่าย่อยง่าย เสพง่าย ในขณะที่ก็ยังสื่อถึงชื่อแบรนด์อยู่ นอกจากนี้เรายังสามารถดัดแปลงตัวอักษรให้ออกมาดูน่าสนใจได้ โดยอาจจะซ่อนการตีความหรือแฝงนัยยะที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ลงไปด้วยค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น โลโก้ของ Airbnb ที่ออกแบบให้ตัวอักษร “A” เหมือนกับเป็นไอคอนคน หมุดแผนที่ และรูปหัวใจ

ที่มา Airbnb

หรือ โลโก้ของ McDonald’s นอกจากจะออกแบบให้ตัวอักษร “M” เหมือนกับเฟรนช์ฟรายส์แล้ว ยังเชื่อกันว่ามีลักษณะคล้ายหน้าอกของคุณแม่ด้วย ซึ่งหมายถึง ความรักที่แม่มีต่อลูก การบำรุง และความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้นค่ะ

การออกแบบ Letterform logo ควรทำให้มีความโดดเด่น และชัดเจน โดยอาจจะทำด้วยการดัดแปลงตัวอักษรให้เก๋ขึ้น ใช้โทนสีที่น่าสนใจ หรือ Contrast กันหนัก ๆ เพื่อให้ตัวอักษรเด้งออกมาจาก Background ค่ะ

2. Wordmark Logo / Logotype

9 ประเภทโลโก้
ตัวอย่าง : Google, LEGO, Coca-Cola, Tiffany and Co.

Wordmark logo หรือเรียกอีกอย่างว่า Logotype เป็นโลโก้ที่ประกอบด้วยข้อความเท่านั้น โดยปกติแล้วก็จะเป็นชื่อแบรนด์นั่นแหละค่ะ รวมถึงใช้ Font ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีสไตล์ที่สะท้อนถึงบุคลิกภาพของแบรนด์อย่างชัดเจนค่ะ

Wordmark logo เป็นโลโก้ที่มีความชัดเจนมาก ๆ เพราะตะโกนชื่อแบรนด์แบบสุด ๆ

Wordmark Logo เหมาะกับแบรนด์แบบไหน

เหมาะกับแบรนด์ที่มีชื่อสั้น ๆ สะดุดตา และชวนให้จดจำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะฉีกกฎไม่ได้เลย อย่าง Coca-Cola แบรนด์น้ำดำระดับโลกที่เรารู้จักกันดี หรือ Tiffany and Co. แบรนด์แฟชั่นระดับ Hi-end จะเห็นว่าชื่อแบรนด์ค่อนข้างยาวเลย แต่ก็ใช้ Wordmark logo จนเป็นเอกลักษณ์ที่คนจำได้มาถึงทุกวันนี้ค่ะ

ถ้าจะใช้ Wordmark logo ชื่อแบรนด์ต้องสื่อถึงสิ่งที่แบรนด์ทำ แต่ถ้าแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักแถมชื่อก็ไม่ส่งอีกก็ไม่แนะนำให้ใช้ ประเภทโลโก้ นี้ เพราะจะสร้างการจดจำได้ยากค่ะ

ตัวอย่าง : LG, BMW, B2S, S&P

Lettermark logo หรือเรียกอีกอย่างว่า Monogram logo เป็นโลโก้ที่ประกอบด้วยตัวอักษรย่อของแบรนด์ ซึ่งทำให้โลโก้มีความกระชับมากกว่าใช้ชื่อเต็ม โดย ประเภทโลโก้ นี้อาจมีที่มาจาก แนวโน้มที่คนชื่นชอบการใช้คำย่อในการสื่อสารหรือคุยกันภาษาแชทมากขึ้น เช่นในภาษาอังกฤษก็จะมีคำว่า LOL, BTW, OMG หรือในภาษาไทยเองก็จะมีคำว่า มปร, อห, พส เป็นต้นค่ะ

Lettermark logo เป็นโลโก้ที่ค่อนข้างใช้งานง่าย เพราะมีองค์ประกอบน้อย รวมถึงตัวอักษรย่อในโลโก้ นอกจากจะช่วยเปลี่ยนชื่อที่ยาว ๆ ของแบรนด์ ให้เหลือเพียงสั้น ๆ เพื่อให้จำง่ายแล้ว ยังกลายเป็นว่าสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ด้วย

Lettermark Logo เหมาะกับแบรนด์แบบไหน

เหมาะกับแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ๆ แบรนด์เล็ก ๆ และแบรนด์ที่มีชื่อยาว ๆ ค่ะ

ใส่ชื่อเต็มของแบรนด์ไว้ใต้ Lettermark logo บนสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ เช่น นามบัตร หรือหน้า Landing Page เพื่อให้คนสามารถเชื่อมโยงระหว่างตัวอักษรย่อในโลโก้กับชื่อเต็มของแบรนด์ได้

4. Symbol Logo / Pictorial Mark / Brand Mark

ตัวอย่าง : Apple, Twitter, Shell, World Wildlife Foundation

Symbol logo หรือเรียกอีกอย่างว่า Pictorial mark และ Brand mark เป็นโลโก้ที่มีกราฟิกหรือไอคอนเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งโดยปกติแล้วกราฟิกหรือไอคอนนั้น ๆ จะเป็นสิ่งของ สิ่งมีชีวิต หรือ Objects อื่น ๆ ที่อยู่ในชีวิตจริงของเราค่ะ เช่น ต้นไม้ ใบหญ้า น้องหมา น้องแมว เป็นต้น ซึ่ง ประเภทโลโก้ นี้ จะเน้นความเรียบง่าย การสื่อสารถึง Story ของแบรนด์ และสิ่งที่แบรนด์ทำอย่างตรงไปตรงมา

ยกตัวอย่างเช่น YouTube ใช้ไอคอนปุ่มกดเล่นวิดีโอเป็นโลโก้ เพื่อสื่อสารสิ่งที่ YouTube ทำ คือ การเป็นเว็บไซต์เผยแพร่สื่อประเภทวิดีโอค่ะ

เนื่องจาก Symbol logo เน้นความเรียบง่าย และการสื่อสารถึงแบรนด์อย่างตรงไปตรงมา ทำให้ ประเภทโลโก้ นี้มีความชัดเจน เมื่อเห็นปุ๊บสามารถเข้าใจและจดจำได้ง่าย นอกจากนี้ความเรียบง่ายยังช่วยเรื่อง Resizing logo หรือ การปรับขนาดโลโก้ ให้เหมาะสมกับสื่อต่าง ๆ ของแบรนด์ด้วย โดยเฉพาะในสื่อที่มีพื้นที่น้อย ๆ อย่างนามบัตรหรือหัวจดหมาย เมื่อเราย่อขนาดโลโก้ลงมา ผู้รับจะต้องมองเห็นและรับรู้ว่าเป็นโลโก้ของแบรนด์เราอยู่ ซึ่ง ประเภทโลโก้ นี้ ถือว่าได้เปรียบในเรื่องนี้ค่ะ

Symbol Logo เหมาะกับแบรนด์แบบไหน

เหมาะกับแบรนด์มีความเชี่ยวชาญในสินค้าหรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือชื่อแบรนด์ไปตรงกับ Objects ที่มีอยู่ในชีวิตจริง และสิ่งเหล่านั้นสามารถสื่อสารด้วยภาพได้ง่าย ๆ เช่น โลโก้แอปเปิ้ลมีรอยกัดของ Apple หรือ โลโก้นกสีฟ้าของ Twitter ที่มีที่มาจากคำว่า Tweet ที่แปลว่า เสียงนกร้อง เป็นต้นค่ะ

ถ้าแบรนด์เราใหม่มาก ๆ หรือมีผู้ติดตามจำนวนน้อยอยู่ Symbol logo อาจจะยังไม่เหมาะมากนักค่ะ เพราะ ประเภทโลโก้ นี้ ยังสื่อสารถึงแบรนด์ได้ไม่มากพอ ทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงแบรนด์ได้น้อย น้อยขนาดที่ว่า เมื่อลูกค้าเห็นโลโก้แล้ว ก็จะยังไม่รู้จักชื่อแบรนด์ของเราค่ะ

นอกจากนี้ถ้าแบรนด์วางแผนที่จะขยาย Product line เป็นสินค้าหรือบริการประเภทอื่น ๆ นอกจากที่แบรนด์ทำอยู่ ประเภทโลโก้ นี้ จะสื่อสิ่งที่แบรนด์ทำไม่ครอบคลุมทุกประเภทสินค้าหรือบริการค่ะ

(ปล. แต่ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะมีแบรนด์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ยึดข้อคำนึงนี้ แต่ก็ยังคงสามารถเป็นที่รู้จักของลูกค้าจำนวนมากได้ค่ะ ถ้าผู้อ่านนึกแบรนด์ไหนออก แชร์ความรู้ให้กันในช่อง comment ได้นะคะ ไว้ผู้เขียนจะเข้าไปตามอ่านค่ะ ;D)

ตัวอย่าง : KFC, เถ้าแก่น้อย, Alisa Ai, การตลาดวันละตอน

Mascot logo เป็นโลโก้ที่ประกอบด้วยตัวมาสคอตที่มี Character ที่แสดงถึง Story, บุคลิกภาพของแบรนด์, สอดคล้องกับ Brand Mission และมี Background ตัวมาสคอตที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ นอกจากนี้จะต้องมีเอกลักษณ์มากพอที่ทำให้คนจำได้ด้วย ซึ่งตัวมาสคอตนี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็น Presenter ให้กับแบรนด์เลยก็ว่าได้ค่ะ

ตัวมาสคอตใน Mascot logo ทำให้แบรนด์มีความขี้เล่น เข้าถึงง่าย อบอุ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกทางบวกที่ทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์มีความเป็นมนุษย์ค่ะ

Mascot Logo เหมาะกับแบรนด์แบบไหน

Mascot logo เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับแบรนด์ที่มีกลุ่ม Target เป็นครอบครัว เด็กๆ หรือคนที่ต้องการความสนุกสนาน ซึ่งมักพบในธุรกิจอาหาร เช่น KFC, เถ้าแก่น้อย เป็นต้น นอกจากนี้ประเภทโลโก้นี้ยังเหมาะกับแบรนด์ที่นำเสนอสินค้าหรือบริการที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน เข้าใจยาก โดยการนำตัวมาสคอตเข้ามาใช้ จะทำให้แบรนด์ดูเข้าถึงได้ง่ายขึ้นค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น Alisa Ai ซึ่งเป็น Generative AI Chatbot เช่นเดียวกับ Chat GPT ของ Open AI หรือ Bing ของ Microsoft แต่เป็นสัญชาติไทย ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ในปี 2024 ก็คงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้นอะไร เพราะเราต่างใช้ AI เหล่านี้กันมากขึ้น แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว AI ยังดูเป็นเรื่องที่สาย Tech เท่านั้นที่จะเก็ตและใช้มันเป็น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ Alisa Ai จะใช้ตัวมาสคอตผู้หญิง ตาโต ผมยาว หน้าตาเป็นมิตร น่ารักจิ้มลิ้ม เป็นโลโก้ของเขา เพราะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงง่ายและน่าใช้ ถึงแม้บริการ Generative AI Chatbot นั้นจะมีเบื้องหลังที่เป็นเทคโนโลยีอันซับซ้อนก็ตาม

Mascot logo ไม่ได้เหมาะที่เป็นโลโก้ให้กับทุกแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ทำสินค้าหรือบริการที่ไม่ใช่สำหรับเด็ก เช่น เครื่องดื่มน้ำเมาหรือบุหรี่ และแบรนด์ที่เน้นนวัตกรรมระดับโลกหรือมีความจริงจังมาก ๆ เช่น SpaceX ธุรกิจการขนส่งทางอวกาศของ Elon Musk เป็นต้นค่ะ

สรุป

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า โลโก้ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน จะมีเบื้องหลังที่ต้องใช้ความคิดมาก ๆ เหมือนกันก่อนที่จะออกแบบให้ออกมาได้สักโลโก้นึง เพราะต้องคำนึงถึงอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งความสวยงาม ความเรียบง่าย การใช้งาน และสำคัญที่สุดคือต้องสะท้อนและสื่อสารถึงความเป็นแบรนด์ได้ เพื่อผลลัพธ์ในการสร้างการจดจำ แต่อย่างไรก็ตามขอย้ำอีกทีว่าเนื้อหาทั้งหมดที่กล่าวไป ไม่ใช่กฎที่จะฉีกไม่ได้ สุดท้ายผลลัพธ์ก็เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด แต่การรู้หลักการไว้บ้าง ก็อาจทำให้เราไปสู่ผลลัพธ์ได้ไวขึ้นค่ะ

Short Note ประเภทโลโก้ ที่ 1-5

ทิ้งท้าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในบทความนี้ และบทความหน้าที่จะเล่าเกี่ยวกับ ประเภทโลโก้ อีก จะเป็นประโยชน์กับเจ้าของแบรนด์ นักปั้นแบรนด์ Brand identity designer และนักการตลาด สามารถนำไปปรับใช้กับการสร้างแบรนด์ต่อไปนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าตามที่เราสัญญากันค่ะ ;D

สำหรับใครที่สนใจอ่านบทความอื่นๆ หรือ ต้องการอัปเดตความรู้การตลาดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ช่องทาง WebsiteFacebookInstagramTwitterYouTube และ Blockdit ของการตลาดวันละตอนตามนี้ได้เลยค่ะ

Sources

Tailorbrands
Superside
iFrog
1000logos

News Pichaya

นิวส์ Introverted Learner คนหนึ่งที่สนใจ Marketing หลงรักในศิลปะ งานสร้างสรรค์ เสียงเพลง และความสงบ ทุกบทความเขียนด้วยความตั้งใจที่อยากจะถ่ายทอด Input ที่ได้เรียนรู้ สู่ Output ที่เป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกคนค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

คุณคิดว่าจะใช้งบการตลาด
กับช่องทางไหนมากที่สุดในปีนี้

ถ้าใจดีช่วยแชร์ข้อมูลให้หน่อยนะ

#การตลาดวันละโพล วันละคำถามกับการตลาดวันละตอน