6 วิธีใช้ Google Trends เพื่อช่วยดัน SEO

6 วิธีใช้ Google Trends เพื่อช่วยดัน SEO

ก่อนหน้านี้ #การตลาดวันละตอน เคยพูดถึงเครื่องมือที่นิยมใช้ในการช่วยทำ SEO มาบ้างแล้ว แต่วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันถึงอีกหนึ่งเครื่องมือที่หลายคนมองข้ามไปอย่าง Google Trends ที่นอกจากจะสามารถเข้าไปใช้งานได้แบบฟรีๆ แล้ว ยังสามารถใช้เป็นประโยชน์ในมุมของ SEO และธุรกิจโดยภาพรวมได้ไม่น้อยทีเดียว

ลองมาดูกันว่าฟีเจอร์ไหนของ Google Trends ที่จะสามารถมาช่วยในการวางแผนและทำ SEO ได้บ้าง

Google Trends เป็นหนึ่งในเครื่องมือจาก Google ที่มีไว้เพื่อใช้ดูแนวโน้ม ติดตามเทรนด์ฮิตติดกระแส หรือประเด็นที่คนบนโลกออนไลน์สนใจในช่วงเวลานั้นๆ รวมไปถึงสามารถใช้ในการสำรวจพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลบน Google ได้ด้วย

ซึ่งการเริ่มต้นใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากหรือซับซ้อนอะไร เพียงแค่เข้าเว็บไซต์ https://trends.google.com/trends/ หลังจากนั้นก็เข้าไปตั้งค่าเพื่อเลือกประเทศที่ต้องการ เพียงเท่านี้คุณจะสามารถดูแนวโน้มเทรนด์ของประเทศนั้นได้แล้ว 

โดยการดูเทรนด์ต่างๆ นี้ เราสามารถเลือกช่วงเวลาที่ต้องการได้ เช่น เทรนด์ประจำวัน ไปจนถึงเทรนด์ประจำปี เป็นต้น

บอกตามตรงว่าแม้ Google Trends นั้นจะให้ข้อมูลที่นำมาต่อยอดในการทำไม่ลึกเท่ากับเครื่องมืออย่าง Ahrefs หรือ Semrush แต่ก็มีประโยชน์ในการทำ SEO ไม่น้อยเลย 

เราลองมาดูกันมีกว่าค่ะว่าจะมีฟีเจอร์ไหนใน Google Trends ที่ช่วยในการทำ SEO ได้บ้าง และสามารถช่วยได้อย่างไร

1.ใช้สำหรับทำคอนเทนต์ตามกระแส

เราสามารถใช้ฟีเจอร์ Trending Searches มาช่วยเพื่อค่นหา Keyword หรือคำค้นหาที่กำลังฮิตติดเทรนด์ของบ้านเราในตอนนี้ อาจจะเป็นคำค้นหาจากข่าวดังๆ หรือเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ 

สำหรับใครที่อยากจะรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถคลิกเข้าไปอ่านจากแหล่งที่มาที่ไปได้ โดยฟีเจอร์ในส่วนนี้ทำให้เราเห็นภาพรวมว่าคนกำลังสนใจอะไร จึงสามารถนำมาใช้ในการช่วยในการทำคอนเทนต์แบบเกาะกระแสได้

จากภาพแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่คนสนใจคือ “หวย” ดังนั้นการทำ Content ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword นี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีส่วนร่วมกับอ่านได้

ยกตัวอย่างเช่น คุณเป็นร้านอาหารเครื่องสำอาง อาจจะสร้าง Content เพื่อเกาะกระแสด้วยการสร้างแคมเปญ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย ถึงไม่ถูกหวย แต่ต้องสวยไว้ก่อน เป็นต้น

ซึ่งการสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบการเกาะกระแสนี้จะช่วยเพิ่มยอด Traffic ไหลเข้ามาในเว็บไซต์ตาม Keyword นั้น หรือถ้าเป็นในฝั่ง Social Media การทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ก็จะช่วยเพิ่มยอด Engagement ให้มากขึ้นนั่นเอง

2.ใช้ทำคอนเทนต์ตามเทศกาล

ในหัวข้อนี้ฟังดูอาจจะคล้ายกับข้อแรก แต่ไม่เหมือนกันนะคะ เพราะ Keyword ประเภทนี่จะมีปริมาณการค้นหาเยอะเป็นบางช่วง เช่น คำว่า “ที่พัก เขาใหญ่” ถ้าเราลองสังเกตดูจะเห็นว่าช่วงที่มีปริมาณการค้นหาเยอะๆ จะเป็นในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี หรือในช่วงหน้าหนาว 

ดังนั้นเราก็อาจจะทำคอนเทนต์ในคีย์เวิร์ดนี้ก่อนที่จะถึงเทศกาลการค้นหาก่อนสัก 1-2 เดือนล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาในการทำอันดับล่วงหน้า

โดยเราสามารถใส่ Keyword ลงในช่องค้นหา จากนั้นก็เลือกช่วงเวลาที่เราต้องการดูข้อมูลได้เลย ซึ่ง Google Trends นั้นสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ย้อนยาวไปจนถึงปี 2004 เลยทีเดียว

3.ช่วยเลือก Keyword ในการทำคอนเทนต์

ถ้าเรามีคีย์เวิร์ดอยู่ในใจแต่ไม่รู้ว่าคำไหนคนนิยมค้นหามากกว่ากัน เราก็สามารถใช้ฟีเจอร์ Compare มาใช้เปรียบเทียบกันได้ เช่น เราอยากรู้ว่า “ที่พัก เขาใหญ่” กับ “โรงแรม เขาใหญ่” คำไหนคนค้นหาเยอะกว่า ก็สามารถนำ 2 คำนี้มาเปรียบเทียบกันได้เลย

หรือในกรณีที่เรากำลังหา Topic ในการเขียน แต่ไม่รู้จะเลือกเรื่องไหนดีระหว่าง “ที่พัก เชียงใหม่” กับ “ที่พัก เขาใหญ่” ก็สามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อหาผลลัพธ์ได้เช่นกัน

4.ช่วยหาไอเดียใหม่ๆ ในการทำคอนเทนต์

เมื่อไหร่ที่ไอเดียเริ่มตัน ไม่รู้จะเขียนอะไร หรือวางแผนการทำเนื้อหาไปในทิศทางไหน แนะนำว่าฟีเจอร์ Related Topics และ Related Queries จาก Google Trends ช่วยได้ค่ะ

ฟีเจอร์นี้เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้เราสามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ดได้แบบลงลึกมากยิ่งขึ้น เช่น ถ้าคีย์เวิร์ดหลักเราคือ ที่พัก เขาใหญ่ เมื่อลงมาดู Related Topics และ Related Queries ก็จะเห็นคีย์เวิร์ดในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราสามารถนำคำค้นหาเหล่านี้มาแตกย่อยออกเป็นหัวข้อคอนเทนต์ใหม่ๆ ได้แบบไม่รู้จบเลยค่ะ

5.ช่วยในการทำ Local SEO 

ถ้าเราอยากรู้ว่าคีย์เวิร์ดหรือหัวข้อที่เราต้องการเขียนถึงนั้นกำลังได้รับความสนใจในพื้นที่ไหนบ้าง เราสามารถใช้ฟีเจอร์ Subregion เพื่อดูความสนใจเหล่านั้นได้ เช่น ถ้าเราจะเปิดธุรกิจเต็นท์รถมือสอง เราอาจจะลองเข้าไปดูว่าจังหวัดไหนบ้างที่กำลังสนใจเรื่อง รถกระบะมือสอง เป็นพิเศษ 

กลังจากนั้นจึงค่อยวางแผนการการสร้างเนื้อหาเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่นั้นๆ เพื่อสนับสนุนการทำ Local SEO และเพิ่ม Traffic รวมถึงโอกาสในการขายสินค้าไปยังพื้นที่ที่เราต้องการ เป็นต้น

6.คืนชีพให้ Content เดิมที่เคยเขียน

แม้ SEO Content ส่วนใหญ่มักเป็น Content แบบ Evergree ที่ตัวเนื้อหายังคงมีตอบสนองความต้องการของผู้อ่านเสมอก็จริง แต่เมื่อเวลาผ่านไปคีย์เวิร์ดที่นิยมใช้ในการค้นหาก็เปลี่ยนไปด้วย จึงทำให้หลายครั้ง เราถูกชิงอันดับจาก Content ใหม่ๆแบบไม่รู้ตัว

วิธีแก้ปัญหาก็คือเราควรหมั่นตรวจสอบคีย์เวิร์ดใช้อย่างสม่ำเสมอง่ายๆ ด้วยการใช้ Google Trends ในการเปรียบเทียบว่าคีย์เวิร์ดที่เราใช้อยู่นั้นมีคำไหนที่ใกล้เคียงและมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต แล้วจึงค่อยทำคีย์เวิร์ดนั้นมาปรับเนื้อหาด้านในบทความเราอีกที

เช่น ในตัวอย่าง ก่อนหน้านี้เราอาจจะใช้คีย์เวิร์ดคำว่า “การตลาดออนไลน์” แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะเห็นว่าแนวโน้มของ Online Marketing นั้นสูงกว่า เราก็อาจจะมาปรับคีย์เวิร์ดในบทความเราให้เป็นคำที่มีแนวโน้มการค้นหาที่สูงกว่า เป็นต้น

อ่านมาถึงตรงนี้คิดว่าเพื่อนๆ คงพอจะเห็นประโยชน์จากเครื่องมือฟรีที่หลายคนมองข้ามอย่าง Google Trend แล้วว่าสามารถช่วยในการทำ SEO ได้ทั้งการดูเทรน์ ดูแนวโน้มความสนใจ ช่วยหาคีย์เวิร์ด หาไอเดียใหม่ หรือแม้กระทั่งหาพื้นที่ที่สนใจในเรื่องที่เราต้องการสื่อสาร

เห็นประโยชน์อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูนะคะ

สำหรับใครที่ต้องการเรียนรู้การใช้ Google Trends ให้สามารถเข้าถึง Big Data เพื่อต่อยอดการตลาดได้อย่างแท้จริง

สามารถลงสมัครเรียนคอร์สออนไลน์ “เพิ่มยอดขาย หา Insight ด้วย Google Trends” >>> https://bit.ly/googletrendsskilllane ที่ให้คุณสามารถเพิ่มพูนความรู้ที่ไหนก็ได้ ได้แบบตลอดชีพ!

ส่วนใครที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้คีย์เวิร์ดเพิ่มเติม แบมแนะนำให้ไปอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ SEO Keyword Strategy ใช้คำไหนดี ถึงจะเพิ่ม Ranking ได้ 

ในบทความหน้าแบมจะมีอะไรมาอัปเดตอีกบ้าง สามารถติดตามได้ผ่านเพจการตลาดวันละตอน รวมถึง Twitter และ Blockdit ของการตลาดวันละตอนนะคะ

Bambinun*

Bambinun*

Content Creator แห่งการตลาดวันละตอน ที่หลงรักการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ พอๆ กับการกินของอร่อย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเป็นทาสแมว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *