SEO Keyword Strategy ใช้คำไหนดี ถึงจะเพิ่ม Ranking ได้

SEO Keyword Strategy ใช้คำไหนดี ถึงจะเพิ่ม Ranking ได้

จากบทความเรื่อง 20 เทคนิคทำ SEO ที่เพลินเขียนไปก่อนหน้านี้ หนึ่งใน 20 เทคนิคก็หนีไม่พ้นเรื่องของการวางแผน SEO Keyword Strategy ซึ่งเป็นใจความหลักๆ ในการทำ SEO campaign เพื่อให้คนหาเว็บไซต์เราเจอมากขึ้น วันนี้เพลินก็จะมาแชร์เรื่องการเลือกใช้ Keyword ที่ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้นจาก Boom เช่นเคยให้ฟัง เผื่อจะช่วยในการวางแผนการใช้คีย์เวิร์ดในบทความต่อๆ ไปของทุกคนค่ะ

2 Key Takeaway:

  1. ทำความรู้จัก Keyword แต่ละประเภท ว่ามีอะไรบ้าง แบบไหนดีกว่ายังไง
  2. 4 Steps SEO Keyword Strategy เริ่มวางแผนเพื่อบทความในระยะยาว

1. ทำความรู้จัก Keyword แต่ละประเภท

ก่อนที่เราจะลงไปในส่วนของ Strategy เรามาทำความรู้จักประเภทของ Keyword กันก่อนนะคะ ว่ามีแบบไหน ยังไงกันบ้าง ส่วนใครที่ทราบอยู่แล้ว จะ Skip ไปในส่วนของ Steps Strategy เลยก็ไม่ว่ากันค่ะ

Primary Keywords

แน่นอนค่ะ ชื่อว่า Primary ก็ต้องเป็นคีเวิร์ดหลักที่สำคัญที่สุด เพราะ Primary Keyword คือคำที่รวบใจความหลักของบทความนี้เอาไว้ว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นคำที่มี Search Volume สูงๆ ต่อเดือนค่ะ

แต่คีเวิร์ดที่ใหญ่ๆ ก็มักจะเป็น Topic กว้างๆ ที่คนจะค้นหา ซึ่งหลายครั้งเราก็จะใช้ซ้ำๆ จนมันช้ำ และแน่นอนว่ามันไม่ดีแน่ๆ ถ้าเราจะใช้ คีเวิร์ดเดียวกันกับบทความก่อนหน้าด้วย เช่น บทความที่แล้ว เพลินก็เขียนเกี่ยวกับ SEO บทความนี้ก็ด้วยเช่นกัน ถ้าเพลินใช้ SEO Keyword ของทั้ง 2 บทความเป็น Primary keyword หมดเลย มันก็จะเป็นคำว่า ‘SEO’ ทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่า Ranking ก็จะแย่งกันเองด้วยค่ะ

Secondary Keywords

รองจาก Primary ก็ต้องเป็น Secondary ซึ่งคีเวิร์ดที่ 2 เนี่ย ก็คือคำที่ให้ใจความใกล้เคียงกับ Primary นั่นเองค่ะ เช่น บทความเกี่ยวกับ SEO ของเพลินก็สามารถแตกออกมาเป็น SEO Techniques / SEO Strategy อะไรประมาณนี้ค่ะ

ซึ่งคำในส่วนของ Secondary Keywords นั้นโดยปกติจะเป็นคำที่มี Search Volumes น้อยกว่าคำกว้างๆ อย่าง Primary Keywords ที่ใครๆ ก็คิดถึง ซึ่งข้อดีก็คือ การแข่งขันใน Keyword รองนั้น น้อยกว่าและจะเพิ่มโอกาสให้เราได้ Ranking ที่ดีกว่าค่ะ ซึ่งบทความของเรานั้นสามารถ Target คีเวิร์ด Secondary ได้แบบ 8-10 คำเลยทีเดียว ต่างจาก Primary Keyword ที่มีได้แค่คำเดียวค่ะ

หลักๆ จริงๆ Keyword มี 2 ส่วนข้างต้นก็คือ Primary และ Secondary ค่ะ แต่ถ้าเจาะย่อยลงมาอีก จะมี 3 Keyword Categories ที่สามารถเอาไปใช้ได้กับทั้ง Primary และ Secondary ขึ้นอยู่กับความยาวของคีเวิร์ดหรือว่ามัน Specific แค่ไหน

Head Keywords

ส่วนนี้เป็นคำที่ Search Volume สูงๆ แต่ Competition ก็สูงตามเช่นกัน ซึ่งส่วนมากเป็นศัพท์คำเดี่ยวๆ อย่างเช่น กาแฟ / SEO / รองเท้า / ประกันภัย เป็นต้น ซึ่งคนที่เข้ามาตาม Keyword เหล่านี้จะมองมาผลลัพธ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าส้นสูง / รองเท้านักเรียนญี่ปุ่น / วิธีขัดรองเท้าหนัง / รองเท้าหนังเป็นรอยทำไงดี แบบนี้ค่ะ  เพราะแบบนี้เลย ที่ทำให้ Head Keywords นั่นมี Conversion rates ต่ำมากๆ เพราะคนไม่เจอสิ่งที่เค้าต้องการ ก็ Scroll หาต่อไปเรื่อยๆ ในแบบที่มันเจาะจงมากขึ้นค่ะ

Body keywords

จากคำ คำเดียวแบบ Head keyword ถ้าเพิ่มความยาวให้มันหน่อยสัก 2-3 คำ ก็จะกลายเป็น Body Keywords ที่มี Search Volume ต่ำลงแต่ข้อดีคือ Competition ก็จะน้อยลงตามด้วย เช่น daily body scrub / Herbal face scrub หรือ Whitening Scrub อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มคำเข้าไปมากขึ้นจาก Head > Body Keyword ทำให้เราเห็นถึง Intention ของการเข้าเว็บเรามากขึ้น ว่าเค้าต้องการ Scrub เพื่อผิวกระจ่างใส หรือต้องการ Scrub ที่ทำจากสมุนไพรกันแน่ ดังนั้นก็จะช่วยให้ Conversion rate สูงขึ้นด้วยค่ะ 

Long-Tail Keywords

Category สุดท้ายก็คือ Long-Tail Keyword ที่มีความยาวมากที่สุดจากทั้ง 3 Categories แบบ 4 คำ หรือมากกว่าขึ้นไปค่ะ เช่น Herbal body scrub with aloe Vera หรือ face scrub for blackhead removal เป็นต้น

ซึ่ง Long-tail Keyword นั้นจะมี Search volume ต่ำกว่า Body Keyword ซะอีก แถม Competition ก็น้อยตามไปด้วย ทำให้เราติด Rank ได้ง่ายมากๆ แถมคนที่เข้ามา ทำให้เห็นถึง Intention ที่ตรงกันมาก ทำให้ Conversion Rate ก็สูงตามไปด้วยค่ะ

2. 4 Steps SEO Keyword Strategy

4 Steps SEO Keyword Strategy

1.เข้าใจคนหาก่อนว่าเค้าจะพิมพ์หาอะไร

หลักๆ จำไว้เลยค่ะ ว่า SEO marketing เนี่ยมีอยู่เพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่างให้กับคนที่เข้ามาใน Search Engine ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามในสิ่งที่พวกเค้าอยากรู้ ตอบวิธีแก้ไขคำถามบางอย่าง หรือทำให้กระจ่างถึงคำถามที่มีในหัวเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ เพราะฉะนั้นการที่คุณจะใช้ Keyword อะไรซักอย่าง จึงต้องคำนึงถึงคำหรือภาษาที่ลูกค้าจะใช้ในการพิมพ์หาเราใน Search Engine นั่นเอง

ถ้าจะเอาให้เร็ว เพลินก็ต้องบอกว่าใช้ Guesswork ค่ะ ว่าคนที่จะหา จะต้องเจอปัญหาอะไรอยู่ ถึงจะมองหาสินค้าของเรา อาจจะเริ่มอยาก Product Benefit ก่อน เช่น ถ้าคุณขายครีมผิวกระจ่างใส ก็อาจจะคำนึงว่า คนที่จะอยากได้สินค้าตัวนี้ ก็คือคนที่ต้องการแก้ไขปัญหาผิวคล้ำเสียที่เกิดจากการไปทะเล เป็นต้น

แต่อีกวิธีก็คือ อย่าเดาค่ะ ใช้ตัวช่วยเพื่อได้คำที่มีแนวโน้มในการจับ Keyword ที่แม่นยำและมีแนวโน้มว่าคนจะเสิร์จมากขึ้น เช่น

  • ลองดูคำถาม FAQ ของลูกค้า รีวิว คำตอบต่างๆ ของสินค้าอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันว่า พวกเค้ามักจะใช้คำว่าอะไร
  • อ่าน Comment บน YouTube ที่มีวิดิโอเกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา
  • ไปดูตามพันทิปหรือ Board Forum ต่างๆ ว่าพูดถึงปัญหาและวิธีแก้ไขอย่างไร
  • ลองเข้า Facebook Group ดูบ้าง เผื่อจะเจอ Insight ดีๆ ในการนำมาพลิกแพลงทำ Keyword ค่ะ

2. หา Primary Keyword ให้เจอ

หลังจากที่เราเข้าใจลักษณะการค้นหาของลูกค้าผ่าน Search Engine แล้ว เราก็จะเห็นภาพว่า โดยส่วนมากเนี่ย คนจะเจอปัญหาอะไรมาก่อน ถึงจะสนใจสินค้าอย่าง Scrub ของเรา เป็นต้น

ต่อมาคือเราต้อง Compare ดูว่า แล้วคำไหนควรจะมาเป็น Primary keyword ของเรากันแน่ค่ะ โดยคำๆ นั้นต้องมี Traffic Potential ที่สูง มี Competition Rate ที่น้อย และส่งผลดีมากๆ กับสินค้าหรือบริการของคุณด้วย โดยเริ่ม Compare จากการตั้งคำถามว่า คีเวิร์ดนี้มัน Realistic แค่ไหน? แล้วสิ่งที่คนมองหากับ Keyword นั้น มัน Match กันจริงๆ ใช่ไหม? สุดท้ายคือ Keyword นี้มันฮิตแค่ไหนในการ Search ของคนค่ะ 

โดยวิธีเช็คง่ายๆ เลยก็คือ แค่ใช้ Google ธรรมดาเนี่ยแหละ แล้วพิมพ์ Keyword ที่คิดลงไป แต่ไม่ต้องกด Enter เพื่อดูคำที่พ่วงต่อเนื่องกันมา รวมไปถึง Ranking ที่เราเห็นด้วย เพราะอันดับเหล่านี้ Google เค้าจัดไว้แล้วว่าเป็นคำที่คนค้นหาบ่อยๆ นั่นเองค่ะ

อีกหนึ่งวิธีก็คือ ลองดู ‘Search Related to…’ ดูค่ะ ว่ามี Topic อะไรที่เกี่ยวเนื่องกันบ้าง เพราะอากู๋เค้าก็ไม่ได้มี Section ‘Related to…’ ไว้งั้นๆ หรอกค่ะ ระบบมันวัดแล้วว่า อะไรที่คนมักเชื่อมโยงกับ Keyword mเราใส่เข้าไป

นอกเหนือจากเครื่องมือ 2 อันนี้ ก็คือตัวช่วยอย่าง Keyword Planner ต่างๆ ที่จะสามารถระบุ Details ได้ชัดเจนมากกว่าค่ะ ว่า Search Volume ของ Keyword ที่คุณมองมีปริมาณเท่าไร ราคาต่อคลิกหรือ CPC อยู่ที่เท่าไร เป็นต้น

3. มองหา Secondary Keyword

หลักจากที่ได้ Primary Keyword แล้ว สิ่งต่อมาคือการเลือกใช้ Secondary Keyword ในบทความของคุณ ซึ่ง Secondary Keyword นั่นอาจะมี Search Volume น้อยแต่มันดีตรงที่คู่แข่งก็น้อยตาม ทำให้เราติด Ranking ได้ง่ายกว่าค่ะ ซึ่งเราควรเลือกใช้ Keyword ที่มีความเชื่อมโยงกับ Primary Keyword เพื่อให้ Google เข้าใจได้ว่ามันคือเรื่องเดียวกัน

4. เขียน Content และใช้ Keyword ที่เลือกมาให้คุ้มค่า

  • ในส่วนของ Page Title: หรือตัวหนังสือสีฟ้า ที่เราเห็นเวลาค้นหาใน Google ควรมี Keyword หลักแปะอยู่หน้าๆ ให้ได้มากที่สุด ถัดมาก็เพิ่ม Secondary Keyword และชื่อแบรนด์ หรือชื่อเพจเข้าไปด้วยค่ะ
  • ในส่วนของ Body Text: หรือเนื้อหาด้านใน ต้องบอกเลยว่า ห้ามใช้ Keyword ซ้ำๆ จนเยอะเกินไปเหมือนแต่ก่อน เพื่อดัน SEO แล้ว เพราะทุกวันนี้มันไม่ Work แล้วค่ะ Google จะดักจับแล้วดึงเว็บคุณลงจาก Rank ด้วยซ้ำ สิ่งที่ควรทำคือกระจายคีเวิร์ดออกไปให้ดูเหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป และที่สำคัญคือ 100 คำแรกของบทความควรมี Keyword หลักปรากฏหนึ่งครั้งค่ะ
  • URLs และ Meta Description: ใส่ Keyword เข้าไปใน URLs และ Meta Description นอกจากจะช่วยให้ Google เข้าใจง่ายแล้ว คนที่มองหาจากหน้า Search Engine ก็เข้าใจง่ายด้วยค่ะ แต่ระวังไม่ต้องใส่อะไรให้ยืดยาวเกินไป เข้าแค่อ่านให้ได้ใจความก็พอค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็คือการวางแผนใช้งาน SEO Keyword Strategy ที่จาก Boom ที่จะช่วยให้เว็บของคุณมีคนเข้ามาง่ายขึ้น เยอะขึ้น และแม่นยำมากขึ้น เพียงคุณเข้าใจคนที่ใช้ Search Engine และปัญหาของเค้ามากพอ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะจับ Keyword ที่แม้มี Volume แต่ก็ยังสามารถติด Ranking สูงๆ ได้เพราะคู่แข่งน้อยค่ะ ลองเอาไปปรับใช้กับบทความหน้าๆ ดูนะคะ เวิร์คไม่เวิร์คยังไง แชร์เข้ามาบ้างนะคะ

ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านเรื่อง 20 เทคนิคทำ SEO ให้ดีขึ้น อย่าลืมลองไปอ่านดูก่อนนะคะ ช่วยได้แน่นอนค่ะ

Praparat Wisetwongchai

A Marketing Strategy Consultant ในเครือการตลาดวันละตอน | A Creator สาวพลัสไซส์ #Fabfatkid | A Young Entreprenuer | A Travel Lover ที่หมดเงินเกือบ 80% ไปกับการเดินทาง | An Instagrammer @theplearn ที่ลงแต่ของกิน คาเฟ่ รูปสดใสและชานมไข่มุกค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *