Facebook เผย 6 Ad Tactics ที่แคมเปญดังทำได้ผล

Facebook เผย 6 Ad Tactics ที่แคมเปญดังทำได้ผล

เป็นปัญหาปวดหัวเหลือเกินกับการยิง Ad บน Facebook สำหรับหลายๆ แบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ที่มี Budget Limit และธุรกิจขนาด SMEs ที่ไม่ได้จ้าง Media Agency ด้วยแล้ว ว่าเอ๊ะ.. จะยิงโฆษณาบน Facebook ยังไงให้ปังและไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำดีนะ? วันนี้เพลินจะมาแชร์ 6 Ad Tactics ที่ทาง Facebook เค้าสรุปมาให้เราเลย ว่าแบรนด์ใหญ่ๆ ที่เค้าทำกันแล้วมัน Work เนี่ย เค้าทำกันยังไงค่ะ

ซึ่ง Report ตัวนี้ของเฟสบุ๊คเนี่ยบอกเลยว่า เค้าทำการวิเคราะห์ Ad Campaign ที่ประสบความสำเร็จของแบรนด์ในปี 2019 มากว่า 67 แบรนด์ด้วยกัน ซึ่งปัจจัยหลักที่เค้าจะใช้วัดว่าแคมเปญนี้ Work หรือไม่ก็คือ การเทียบ Campaign Performance กับ Conversion Results เช่น ยอดขายเพิ่มไหม รวมไปถึงการวัดจาด Off-platform performance หรือดูว่ามีคนเห็นโฆษณาแล้วไปซื้อของที่หน้าร้านหรือเปล่าด้วยค่ะ

1. โพสต์แบบเปิดบทสนทนา

เพราะอย่างที่เรารู้กันดี คนเข้ามาเล่นเฟสบุ๊คหลักๆ ก็เพื่อมา Interact กับคน กับเพื่อนและครอบครัวว่าวันนี้ใครตั้ง Status อะไรบ้าง เพราะฉะนั้นการที่เราตั้งโพสต์ภาพด้วยคำถามปลายเปิด ทำให้คนหยุด ดู และคิดตาม โดยส่วนมากก็จะมีส่วนร่วมกับโพสต์เพิ่มขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด หรือตอบคำถามที่แบรนด์ตั้งเอาไว้ตั้งแต่แรกค่ะ

ซึ่งจากการ Survey แคมเปญทั้งหลาย พบว่าสื่อโฆษณาที่มีการเปิดบทสนทนาเอาไว้นั้น จะสามารถ Drive Impact ได้เพิ่มขึ้นถึง 22% เมื่อเปรียบเทียบกับการโพสต์แบบปกติ เพราะฉะนั้นหากนักการตลาดที่กำลังทำ Content ได้อ่าน อย่าลืมลองเปลี่ยน ภาพนิ่งๆ ที่เหมือนว่าเราพูดอยู่คนเดียว ให้กลายเป็น 2-ways communication ดู เพื่อสร้าง Engagement การคุยโต้ตอบกับคนที่เห็นโพสต์ของเรา เช่น อาจจะลองการตั้ง Poll หรือให้ Inbox เข้ามาคุยกันก็ได้ เพื่อให้ Admin ทำหน้าที่คนคุยด้วยกันลูกค้าที่ทักเข้ามาค่ะ

หนึ่งตัวอย่างของ Campaign ที่ใช้ลูกเล่นนี้ก็คือ M150 จากไทยเรานี่เอง ที่ใช้ Facebook Ads และ Posts ปกติ ในการสร้าง Engagement หรือ Comment เป็นพันๆ คอมเม้นต์ สิ่งที่ทำก็ไม่ยากค่ะ แค่บอกให้คนเม้นต์เชียร์คนที่เราชอบผ่านซึกมวยของไทย แค่นั้น คนก็แห่กันเข้ามาคอมเม้นต์นักมวยที่เราชอบ เพื่อชนะฝ่ายตรงข้ามแล้ว

2. การเสริมสร้าง Culture บน Facebook

เฟสบุ๊คบอกว่า แบรนด์ที่สามารถสร้างเรื่องของ Culture ได้ โดยเฉพาะการยกระดับ Cultureพฤติกรรม วัฒนธรรมบางอย่างบนออนไลน์เนี่ย จะสามารถสร้าง Resonance หรือการพูดถึงของแบรนด์ได้เพิ่มขึ้นบนโซเชียลและออนไลน์ค่ะ

อย่างวัฒนธรรมการใช้ Meme บนโซเชียลตอนนี้ ที่หันไปทางไหนก็มีแต่คน Save และ Send Meme กัน เราก็อาจจะลองมองดูว่า เอ่อ.. แคมเปญนี้ของเรานั้นสามารถตอบโจทย์ Meme Culture ได้หรือเปล่า ถ้าเราอยากจะเข้าไปอยู่ใน Meme พวกนี้ด้วย แบรนด์อย่างเดียวอาจจะดู Wannabe ก็ลองใช้ Influencers หรือ Creators คนไหนที่เหมาะกับการเอาแบรนด์ของเราไปต่อยอดในการทำ Memes เพิ่มขึ้น หลังจากนั้นก็รอเลยว่า ทุกครั้งที่คนยิงมุกประมาณนี้ จะเห็น Memes ของแบรนด์เราอยู่ตรงนั้นด้วยค่ะ

ซึ่งการใช้ Influencers ให้ช่วยกระจายแบรนด์ผ่าน Culture บนออนไลน์เนี่ย ถือว่าเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มาก ทำให้แบรนด์เราไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหน คนก็ยังจดจำ ดูมี Character เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

ตัวอย่างของการใช้ลูกเล่นนี้ก็คือ Fanta ที่อยากให้วัยรุ่นได้ทำสิ่งสนุกๆ ที่ตัวเองอยากทำ ก็เลยจัด Tools สำหรับสร้างเพลงขึ้นมาให้ชาวออนไลน์ โดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งวิธีนี้ถ้าถามว่าแล้ว Culture อะไรที่ Fanta ลงมาเล่น คำตอบก็คือ Creator Culture นั้นเองค่ะ

3. ใช้ Social Issue ในการ Connect

จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพลินเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเดาได้อยู่แล้ว ว่าการที่เราพูดถึงSocial Issues เหล่านี้บนเฟสบุ๊คนั้น เป็นวิธีที่เราจะสามารถเข้าถึงและเชื่อมต่อกับลูกค้าของเราได้ดีมากๆบนออนไลน์ ยิ่งเป็นกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ วัยรุ่นด้วยละก็ เรื่องและประเด็นปัญหาสังคมเนี่ยค่ะ ที่จะเป็นตัวหลักที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เลย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแค่หยิบประเด็นมา แล้วก็แชร์โต้งๆ นะคะ อย่าลืมมองหา Angle ที่เหมาะกับเรา และใส่ Creativity เข้าไปเพิ่มว่าเราจะ Highlight ประเด็นสังคมเหล่านี้ออกมาได้ยังไงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไปสู่ทางที่ดีขึ้น ซึ่งอาจจะเริ่มจากการดู Breakout ใน Google Trends ก็ได้ค่ะ

อย่างแคมเปญที่เฟสบุ๊คยกมาก็คือ Case ขององค์กร WWF หรือ World Wildlife Fund ที่เล่นกับวัน Halloween โดยการสร้าง Ads น่ากลัวๆ เพื่อพูดแทนสิ่งแวดล้อมที่พูดด้วยตัวเองไม่ได้ ว่ามันน่ากลัวแค่ไหนถ้าคนตกปลามากเกินไปแบบไม่รอฤดูกาลเป็นต้นค่ะ

4. แก้ปัญหาให้กับผู้คน

Facebook บอกว่าแบรนด์ไหนที่สามารถรับฟังเสียงของผู้บริโภคได้ ก็จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จริงๆ เพราะบางทีเราอาจจะขายของเกินไป จนลืมว่าจริงๆ แล้วลูกค้าเค้าคิดเห็น หรือใช้ชีวิตตรงไหนยากลำบาก หรือติดขัดกับสินค้าเรายังไงบ้าง เพราะฉะนั้นหากเรารับฟังลูกค้าอยู่ตลอด เราก็จะใช้แพลตฟอร์มของเรา ให้เป็นพื้นที่สำหรับ Provide Solutions แก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้ค่ะ

ซึ่งปัญหาที่ว่าเนี่ย ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นปัญหาจากการใช้สินค้าหรือบริการของเราก็ได้นะคะ อาจจะเป็นปัญหาชีวิต หรือปัญหาการเดินทางอะไรก็ได้ ใน 1 วันของเค้า แล้วเราของ Map สินค้าของเราเข้าไปเพิ่ม ว่าเราจะไปเป็น Solutions อะไรได้บ้างค่ะ

Ad Tactics

ตัวอย่างของ Tactic นี้ก็คือแคมเปญจาก Goibibo ที่เป็น Travel Brand เพราะเค้าไปจับความกดขี่ในสังคมอินเดียเกี่ยวกับความรักขึ้นมา ซึ่งปัญหาก็คือ การที่คู่รักที่ยังไม่แต่งงานนั้น มีความลำบากในการหาห้องนอนร่วมกัน เค้าก็เลยจัด Social Media Campaign เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ให้คู่รักเหล่านี้สามารถจองห้องร่วมกันได้ แม้ไม่แต่งงานเข้าพิธีตามหลักประเพณีค่ะ

5. แก้ปมหรือประเด็นที่ติดค้างมานานๆ

แน่นอนว่า ถ้าแบรนด์ไหนสามารถติดตามปัญหาเรื้อรัง ค้างคาใจคนทั้งหลายได้ ทุกคนต้องรีบยกย่องคุณให้กลายเป็น Hero อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Stereotypes ว่าผู้หญิงต้องใช้สีชมพู แม่บ้านต้องเรียบร้อย นักเรียนเรียนเก่งต้องใส่แว่น เป็นต้น

เหมือนกับการ Reverse อะไรที่โคตร Cliché ให้เป็นอะไรใหม่ๆ มากขึ้น แสดงอะไรที่จริง และไม่ติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ จนกลายเป็น Talk ขึ้นมา ก็จะช่วยให้คนคิดถึง และจำแบรนด์ของคุณได้ค่ะ

Ad Tactics

ตัวอย่างของแคมเปญที่ใช้ Tactic การแก้ปัญหาให้กับผู้คนก็คือ Ford ค่ะ เพราะเค้าเล่นกับ Stereotype เรื่องเพศที่ทำให้ผู้หญิงออกมาทำมากกว่าที่ตัวเองเคยทำผ่านแคมเปญ Speedy Therapy ที่ทำให้คนตื่นเต้นกับอะไรใหม่ๆ ความเร็วที่คนสนุกร่วมไปกับแบรนด์ด้วย

6. หา Purpose ว่าสินค้าของเรามีไว้ทำไม

เรื่องของการหา Purpose ยังเป็น Topic ที่ไม่คลายไปไหน เพราะหลายๆ แบรนด์ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า วันนี้ตัวเอง Stand for อะไร หรือสินค้าของตัวเองตอบ Purpose อันไหนในชีวิตของลูกค้า เพราะฉะนั้นการที่เจ้าของธุรกิจตอบได้ว่ามีไปทำไม ลูกค้าก็จะมองเห็นภาพไปกับเราว่า เค้าต้องการสินค้าของเราให้ตอบโจทย์ปัญหาไหนในชีวิตของเค้าด้วยค่ะ

ซึ่งมีไปทำไมเฉยๆ ก็อาจจะลอยๆ ด้วย แต่ต้องกลับมาดูว่า End Goal สิ่งนั้นมีสินค้าหรือแบรนด์ไหนที่ทำได้อีกบ้าง ไม่งั้นยังไงแบรนด์ของเราก็จะไม่ Stand out และไม่มี Purpose ที่แท้จริงค่ะ ลองดูเรื่องของ Insight และสร้าง Purpose ใช่และเกี่ยวข้องกับเราดูนะคะ

Ad Tactics

มาดูตัวอย่างของ Tactic สุดท้ายค่ะ แบรนด์เพื่อผู้หญิงอย่าง Stayfree ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลของตัวเองท ไม่ได้แค่ขายของ แต่ Serve เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เหล่าสาวๆ ได้เข้ามาคุยกัน แลกเปลี่ยนบทสนทนากันได้เลยนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียง Ad Tactics เท่านั้น อย่าลืมว่า มันก็ขึ้นอยู่กับอีกหลากหลาย Factors ด้วย เช่น Creative ที่ใช้ รวมไปถึง Audience ที่เลือกในการยิง Ad และจำนวนเงินต่างๆ อีกมากมาย 6 ข้อนี้เลยเป็นเหมือน guideline เบื้องต้นในการสร้าง Ads ที่จะได้รับ Feedback หรือ Engagement ที่ขึ้น ส่วนใครที่มีร้าน Offline ด้วย ก็อย่าลืมใช้ Facebook Offline Conversion ผสมเข้าไปเพิ่ม เพื่อดูว่าคนที่เห็น Ads เรา ไปซื้อของที่ร้านด้วยไหมนะคะ จะได้เก็บ Data และวัด KPI ได้กลมมากขึ้นค่ะ

ส่วนใครที่อยากได้ Report เล่มเต็มของ Facebook ตัวนี้ สามารถ Download ได้ที่นี่เลยนะคะ

Praparat Wisetwongchai

A Marketing Strategy Consultant ในเครือการตลาดวันละตอน | A Creator สาวพลัสไซส์ #Fabfatkid | A Young Entreprenuer | A Travel Lover ที่หมดเงินเกือบ 80% ไปกับการเดินทาง | An Instagrammer @theplearn ที่ลงแต่ของกิน คาเฟ่ รูปสดใสและชานมไข่มุกค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *