วิธีทำให้ Instagram Stories มี Engagement ดีขึ้น

วิธีทำให้ Instagram Stories มี Engagement ดีขึ้น

วันนี้เวลาเรายิง ads ใน Facebook หรือ Instagram หลายคนก็มักที่จะยิงไปพร้อมกันทุก touchpoints ไม่ว่าจะเป็น Facebook post หรือ Instagram post และ Stories ด้วย บางคนก็ยิง Stories เดี่ยวๆ ก็มีเหมือนกัน แน่นอนว่าหนึ่งผลลัพธ์ที่ใครๆ ชื่นชอบจากการยิงโฆษณาบนสตอรี่ก็คือ เรื่องของยอดการเข้าถึงที่มากกว่าปกติ นั่นก็เพราะการทำงานของสตอรี่ที่แตกต่างจากโพสต์ปกติทั่วไปค่ะ

ไอจีสตอรี่ ทำงานไม่เหมือนกับโพสต์บนไอจีตรงที่ Notification ของโพสต์จะเด้งเตือนแบบวงกลมสี่ ตรงรูปโปรไฟล์ของเรา ถ้ามีสตอรี่ไหนของเพื่อนที่เรายังไม่ได้ดู สีชมพูเหลืองก็จะยังอยู่แบบนั้น จนกว่าเราจะคลิกดูให้หายไปค่ะ แถมหากว่า เมื่อ 41 นาทีที่แล้วเราเพิ่งดูสตอรี่ล่าสุดของเพื่อนไป แล้วหลังจากนั้นอีก 12 นาทีเพื่อนคนเดิมลงสตอรี่ใหม่ละก็ วงสีๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก เพื่อเตือนเราว่ามี New Stories Update ใหม่ให้เราดูอีกแล้วค่ะ

ท้าวความสั้นๆ ก่อนไปถึงการเพิ่ม Engagement ถึงความต่างของสตอรี่และโพสต์ทั่วไปก็คือ สตอรี่นั้นจะมีความยาวต่อคลิปตั้งแต่ 1-15 seconds เท่านั้น ซึ่งหลายๆ คนก็จะเรียกมันว่า ‘จุดไข่ปลา’ เมื่อพบว่าเพื่อนคนไหนลงสตอรี่ 15 วินาทีเยอะถี่ๆ ติดๆ กัน เหมือนรอยปะกางเกงเวลาเราทำขาดเลยค่ะ นอกเหนือจากนั้นสตอรี่เนี่ยมีความยาวเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้นที่จะโชว์ หลังจากนั้นโพสต์สตอรี่ก็จะหายไป นอกเสียจากว่า เราจะ Pin สตอรี่นั้นไว้ใน Higlhlights หน้าโปรไฟล์ของเราค่ะ

จริงๆ เพลินเคยพูดถึง Instagram Stories เอาไว้แล้วหลายบทความ แต่วันนี้สิ่งที่จะมาแชร์และสรุปให้ฟัง ก็คือ 3 เทคนิคการเพิ่มยอด Engagement ให้กับ Stories ที่เราลงไป ว่าทำอย่างไร ให้คนสนใจ มี Interaction กับสิ่งที่เราลงเพิ่มขึ้นได้บ้างค่ะ

1. จำนวน Stories ที่ควรลงต่อวัน

อย่างที่เพลินเคยบอกว่า หลายคนใน Personal Account มักจะลงสตอรี่ถี่มากและเยอะมากจนเป็นจุดไข่ปลาคาร์เวียร์ ซึ่งต่อวันตามกฏแล้วเนี่ย Instagram เค้าให้เราลงได้มากสุด 100 สตอรี่ต่อวัน เราจะลงเท่าไรก็ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่อินสตาแกรม แต่อยู่ที่คนติดตาม ว่าเค้ารับสตอรี่ได้มากสุดเท่าไรต่อหนึ่งวันจากเราค่ะ

จาก Research ของ Social Insider และ Wave Video พบว่าถ้าอยากได้ Engagement ที่ดี จำนวนโพสต์ที่เหมาะสมที่สุดคือ 5 โพสต์ เพื่อรักษาความสนใจของผู้ติดตามให้อยู่กับแบรนด์ได้กว่า 70% เลยค่ะ ซึ่งก็มีบางแบรนด์ที่ลงโพสต์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7-8 โพสต์ต่อเดือนเลย ซึ่งถือว่าน้อยไปมากๆ เพราะระบบ Algorithm ของไอจีสตอรี่ก็ทำงานคล้ายกับโพสต์ของ Facebook เช่น ถ้าเราไม่ค่อยมี participation กับคนนี้แล้ว มันก็จะดัน Notification ให้เราเห็นหลังๆ ท้ายๆ จนหลายครั้งเรา Scroll หรือไถฟีดไปไม่เจอแล้วนั่นเองค่ะ

ดังนั้นถ้าแบรนด์อยากที่จะรักษา Engagement หรือ Visibility กับลูกค้าที่ติดตามเราอยู่ อย่าลืมลงโพสต์บ่อยขึ้น จะได้เป็นการ Notify เนื้อหาอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ลูกค้าคลิกเข้ามาดูอย่างต่อเนื่อง และยังคงเข้าถึงโพสต์ของเราอยู่ตลอดนั้นเองค่ะ อย่างไรก็ตาม แบรนด์เองก็ต้องระวังเรื่องความถี่ที่มากเกินไปด้วย คิดถึงเพื่อนที่ลงสตอรี่เป็นจุดไข่ปลาก็ได้ค่ะ มันเหมือน content ที่ยาวไปไม่อ่าน อะไรทำนองแบบนั้น จนคนอยากกด Exit ข้ามเราไปเลย 

ซึ่งอีกหนึ่ง Research ก็พบว่า คนมักจะกด Exit สตอรี่เมื่อแตะที่สตอรี่ที่ 3 นั่นเองค่ะ ดังนั้น รู้แบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมวางเรียง Template ของโพสต์สตอรี่ให้ดี Message ไหนที่สำคัญ อยากให้คนเห็นมากที่สุด เราก็จัดเรียงไว้เลย 3 โพสต์แรก หลังจากนั้นก็ค่อยไล่เป็น Detail ย่อยไปเรื่อยๆ 

2. ทำภาพนิ่งหรือวิดีโอดีกว่ากัน?

จาก Research ของ Social Insider และ Wave Video พบว่า Stories ที่เป็นภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอนั้น จะมี Engagement ทาง Positive มากกว่าสตอรี่แบบภาพนิ่งค่ะ โดยพวกเค้าทำการศึกษากับ Stories Ads ทั้งหมด 64,571 ชิ้น แล้วเจอสิ่งที่ยืนยันได้ว่าวิดีโอนั้นมี Performance ดีกว่า ตรงที่ Video Content นั้น มีอัตราการกดข้าม (Forward rate) และอัตราการกดออก (Exit rate) ที่ต่ำกว่าภาพนิ่ง หรือถ้าหากเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นจะอยู่ที่ครึ่งนึงหรือ 52% เลยค่ะ 

นอกเหนือจากนี้ Video Stories ยังเพิ่ม Conversation กับผู้คนได้ดีกว่าด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ติดตามอยู่แล้วหรือแค่ผ่านมาเจอ ทำให้จำนวน followers ไม่ได้มีผลทางตรงกับ Conversation ที่จะเกิดขึ้นเลยค่ะ ที่สำคัญคือ เรท CTR หรือ Click Through Rate ของไอจีสตอรี่ที่เป็นวิดีโอยังมี Performance อยู่ที่ 0.59% ในขณะที่ภาพนิ่งมี CTR อยู่ที่ 0.29% เท่านั้นค่ะ

ดังนั้นครั้งหน้า หากคิดจะยิง Ads บนไอจีสตอรี่ เพลินบอกเลยว่า ต้องไปหาทำวิดีโอนั้นๆ สัก 15 วินาทีเก็บไว้หน่อยแล้วละค่ะ เผื่อเอามายิง Ads บนสตอรี่ จะได้ Engagement Rate ที่เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

3. จำเป็นไหมว่าต้องมี Followers เยอะๆ

จาก Research เล่มเดิมพบว่า Instagram Account ที่มียอดผู้ติดตามต่ำกว่า 5,000 คนนั้นะมักมี Reach Rate อยู่ที่ 9.54% ในขณะที่ Instagram Account ที่มีผู้ติดตามสูงกว่าหรือประมาณ 100,000 คน จะมี Reach Rate อยู่ที่ 3.92% เท่านั้นค่ะ 

ถึงแม้ตัวเลขที่เราเห็น จะทำให้เราตาสว่างว่า Followers ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่เมื่อเทียบ Exit Rate หรืออัตราการกดออกของ Stories แล้ว กลับพบว่า Instagram Account ของแบรนด์ที่มีผู้ติดตามต่ำกว่า 10,000 คน มักมีอัตราการกดออกที่สูงกว่า หรืออยู่ที่ 6.37% หรือะแตะขนาด 7.32% ซึ่งหากเทียบกับแบรนด์ที่มีผู้ติดตามเยอะๆ อัตราการกดออกนั้นจะต่ำกว่าที่ 4-5% นั่นเองค่ะ

จริงๆ ต้องบอกว่า ก่อนที่เราจะไป Concern เรื่องทั้งหมดนี้ เพลินอยากให้ทุกท่าน คำนึงถึงเนื้อหา content ที่เรากำลังนำเสนอเป็นที่ตั้ง เพราะการเลือกเนื้อหาที่คนอยากอ่าน อยากดู ต้องเป็นอะไรที่เรียก Engagement ได้ดีกว่าอยู่แล้วด้วยตัวมันเอง นอกเหนือจากเนื้อหาที่ดีแล้ว เราจึงค่อยมา Concern เรื่องของการ Telling ว่าจะสื่อมันออกมาอย่างไร ให้เป๊ะตามที่เราตั้งใจเอาไวนั้นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็คือ 3 ข้อการเพิ่ม Engagement ให้กับ Instagram Stories ไม่ว่าจะเพื่อ maintain ลูกค้าเก่าหรือ เพิ่ม Engagement rate ก็ตามลองนำไปปรับใช้ และทำ A/B Testing กันดูนะคะ เรียงลำดับ Posts ให้ถูกต้อง เราจะได้ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำค่ะ ส่วนใครมที่อยากอ่านบทความที่เพลินเคยเขียนเกี่ยวกับ Instagram Stories ไว้แล้ว สามารถกดตรงนี้ได้เลยนะคะ

Source: https://analisa.io/blog/How-To-Improve-Instagram-Stories-Engagement

Plearn Wisetwongchai

Plearn Wisetwongchai

Marketing Strategic Planner ในเครือการตลาดวันละตอน | A Creator สาวพลัสไซส์ @Fabfatkid | A Travel Lover ที่หมดเงินเกือบ 80% ไปกับการเดินทางแบบแมสๆ | An Instagrammer @theplearn ที่ชอบเล่น Story เป็นชีวิตจิตใจ | สุดท้ายคือ Data Researcher ทั้ง Social และ Search Data etc. ค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *