การตลาดวันละตอน x Sellsuki: EP1.เปลี่ยนไอเดียที่ดีเป็นธุรกิจที่ใช้ได้อย่างไร?

การตลาดวันละตอน x Sellsuki: EP1.เปลี่ยนไอเดียที่ดีเป็นธุรกิจที่ใช้ได้อย่างไร?

ผลการสำรวจจากหลายๆ สถาบันพบว่า ธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ครึ่งหนึ่งมักต้องเจอกับความล้มเหลว บางธุรกิจนั้นมีไอเดียเริ่มต้นที่ดี มีความน่าสนใจ แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำจริงๆ แล้วกลับไม่สามารถเติบโตได้

คำถามก็คือ…แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะสามารถผลักดันไอเดียที่ดีนั้นให้เติบโตและกลายเป็นธุรกิจที่เราสามารถเก็บดอกออกผลอย่างยั่งยืนได้?

ครั้งนี้การการตลาดวันละตอน เราจับมือกับ Sellsuki ผู้ช่วยด้านการตลาด E-commerce แบบครบวงจร โดยเราจะมาพูดคุยกันในรายการใหม่ซีรี่ย์ยาว ที่มีจุดประสงค์ในการถอดบทเรียนสู่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวในการทำธุรกิจ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นจนถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

ซึ่งในตอนแรกนี้เราจะพูดคุยกันในหัวข้อ “เปลี่ยนไอเดียที่ดีเป็นธุรกิจที่ใช่ได้อย่างไร?”

กว่าจะก้าวสู่ความสำเร็จได้ ไม่ง่ายเหมือนที่เห็น

หลายคนอาจจะเคยคุ้นหูกับชื่อ Sellsuki ในฐานะระบบ Order Management System ที่เป็น Chat Commerce เจ้าแรกๆ ตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมีความนิยมในการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นนี้ ก็ได้ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลากหลายอุตสาหกรรม 

ไม่ว่าจะเป็นการทำคาราโอเกะที่แค่ฮัมเพลงก็สามารถรู้ชื่อเพลงได้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาได้ลงมือทำเว็บไซต์เสื้อเชิ้ตสำหรับผู้ชายที่สามารถคัสตอมเองได้ แต่ก็ไปไม่ได้ไกลเช่นกัน จากนั้นได้เปลี่ยนมาทำแอปพลิเคชันนิทานเด็กซึ่งสามารถทำรายได้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องปิดไปในท้าทายที่สุดเนื่องจากเป็นธุรกิจที่ยังไม่ค่อยยั่งยืนนัก 

ต่อมากระแส Chat Commerce ค่อยๆ ได้รับความสนใจในประเทศไทย จนทาง Sellsuki มองเห็นช่องทางในการเติบโตในธุรกิจนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อ Sellsuki ที่เป็นการควบรวมระหว่าง 2 คำ คือ Sell ที่แปลว่าการขาย กับ Suki ที่แปลว่าร้านค้า จึงออกมาเป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถซื้อขายผ่าน Chat Commerce ได้สะดวก ง่าย และแฮปปี้ทั้งสองฝ่าย

จะรู้ได้อย่างไรว่าไอเดียไหน จะสร้างธุรกิจได้อย่างยั่งยืน 

สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจและกำลังสงสัยว่าไอเดียที่เราคิดไว้จะสามารถพาธุรกิจไปต่อได้อย่างยั่งยืนได้หรือไม่ อย่างแรกควรจะต้องเป็นไอเดียธุรกิจที่มีตลาดค่อนข้างใหญ่ แต่ถ้าตลาดที่เราต้องการไปนั้นเป็น Niche Market ก็ต้องมาดูต่อว่าไอเดียนั้นสามารถตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนหรือเปล่า 

ไม่เพียงแต่ไอเดียตั้งต้นเท่านั้น แต่เราควรจะดูไปถึงว่าวิธีการที่คุณจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนนั่นมันสมเหตุสมผลไหม มันสามารถเอาไปใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ได้จริงหรือไม่ด้วย

ไอเดียที่ดี ต้องมาถูกที่ ถูกเวลา

สิ่งที่น่าสนใจจากเส้นทางธุรกิจของ Sellsuki นั้นหากเราพิจารณาดูดีๆ จะเห็นว่าปัจจุบันมันมีนวัตกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงๆ อย่าง Joox เองก็มีฟังก์ชันคาราโอเกะขึ้นมาให้คนร้องและแชร์ต่อ ก็เป็นฟังก์ชันที่ได้รับความนิยมมาก หรือนวัตกรรมการตัดสูท เดี๋ยวนี้ก็มี AI ที่ใช้ในการวัดตัวเราได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปวัดตัวที่ร้าน

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเมื่อย้อนเวลากลับไป ไอเดียของเรานั้นอาจจะเป็นไอเดียที่ดี และมี Pain Point ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงกับในช่วงนั้น ความต้องการของผู้บริโภคหรือตลาดยังใหญ่ไม่พอ แต่ที่สำคัญคือในช่วงเวลานั้นอาจจะไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสมของ Product เหล่านี้

เปลี่ยนจากไอเดียตั้งไข่ ให้สเกลอัปขึ้นไปกว่าเดิม

ความเป็นจริงแล้วในการทำธุรกิจนั้นจะมีช่วงวัดใจอยู่เสมอ ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นใช่จริงหรือเปล่า แล้วเราควรจะไปต่อดีไหม สำหรับ Sellsuki เองก็มีช่วงเวลาวัดใจอยู่หลายครั้ง แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ผ่านไปได้ก็คือ “ความเชื่อมั่น” ทั้งเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำ และเชื่อมั่นในทีมงาน ที่จะต้องช่วยกันเรียนรู้ และงัดทุกกลเม็ดมาแก้ไขปัญหา เพื่อวิ่งไปถึงเส้นชัยให้ได้ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องของการบริหารจิตใจและการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจของ Sellsuki สเกลอัปขึ้นกว่าเดิมก็คือการโฟกัสในเชิง Customer Experience ที่ดี เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจจากแพลตฟอร์มและเซอร์วิสที่สร้างขึ้น เมื่อมันสะสมมากพอก็จะทำให้กลายเป็น Word of Mouth เกิดการกระจายตัวและพูดต่อกันแบบต่อเนื่อง จะทำให้ธุรกิจเกิดความน่าเชื่อถือมากพอที่จะสเกลอัปต่อไปได้

ไอเดียดีจะไปต่อได้ต้องวางแผนจุดคุ้มทุนด้วย

สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจ สิ่งแรกที่อยากจะให้ทุกคนคิดในใจก็คือ ธุรกิจที่เราทำนั้นคุ้มทุนไหม?

เพราะความสำเร็จในการทำธุรกิจนั้นจะเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง คือครั้งแรกในจินตนาการ ส่วนอีกครั้งหนึ่งมันจะเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้จินตนาการถึงมันเลย ครั้งที่มันจะเกิดขึ้นได้จริงนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก

ดังนั้นก่อนการทำธุรกิจทุกครั้งเราควรจะคิดถึงจุดคุ้มทุนในหัว หรือในกระดาษก่อน ว่าธุรกิจของเรามีโอกาสรอดและเติบโตมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้ามันจะเจ๊ง ให้มันเจ๊งในกระดาษหรือในจินตนาการของเรามันจะดีกว่า ไปเจ๊งในสถานการณ์จริง

เปลี่ยนไอเดียที่ดีเป็นธุรกิจที่ใช่ได้ด้วยเทคนิค 5M+3 = ความสำเร็จ

ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้การเริ่มต้นธุรกิจทำเป็นไปได้ค่อนข้างยากและลำบากมาก Sellsuki จึงได้รวบรมข้อแนะนำและข้อควรระวังจากประสบการณ์ทำธุรกิจจริง ด้วยเทคนิค 5M+3 เพื่อเป็นแนวทางให้ธุรกิจสะดุดน้อยที่สุด

1.Money

จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจที่แท้จริงมันควรเริ่มต้นจากการที่เรามีเงินก่อน โดยเราต้องมองให้ขาดว่า Burning Rate ของเรานั้นยืนระยะได้นานเท่าไหร่กว่าเราจะกลับมาคุ้มทุน ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก 

ลองมองภาพว่าถ้าเราสร้างแอปพลิเคชันสักตัว ถึงแม้ว่าจะทำได้ครึ่งทางแต่ผลลัพธ์ของมันนั้นเท่ากับเราไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะในการเขียนโปรแกรมถ้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ไม่มีทางที่ใช้งานได้จริง ดังนั้นเราจึงควรมีเงินมากพอที่จะยืนระยะไปถึงตรงจุดนั้น 

2.Marketing

Marketing ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำการตลาดเพื่อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่มันเป็นการทำ Marketing หรือการ Present ตัวเองให้โดดเด่นและน่าสนใจ ซึ่งสิ่งนี้มันจะเป็นการเชื่อมโยงไปถึงการตลาดหรือการโปรโมตในสิ่งที่คุณทำด้วย

3.Master

สิ่งที่ควรทำเมื่ออยากเริ่มธุรกิจนั้นคือการสั่งสมความรู้ให้มากพอ ต้องรู้ให้ลึกและรู้ให้กว้างเกี่ยวกับบริบทต่างๆ ในธุรกิจที่คุณกำลังจะเข้าไปทำ เพราะหลายไอเดียมันก็เกิดจากการสิ่งที่เราสะสมและเรียนรู้นี่แหละ

4.Mindset

Mindset นั้นเป็นกระบวนการทางความคิด หรือความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมของเรา ซึ่ง Mindset ในการทำธุรกิจนั้นก็มีหลากหลาย ทั้งเรื่องของ Data mindset รวมไปถึง User Mindset หรือการเข้าไปนั่งอยู่ในใจลูกค้าด้วย

เพราะบางทีการที่จะรอ Feedback จากลูกค้ามันไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เราจึงต้องมี User Mindset ที่ว่าถ้าเราเป็นลูกค้าลูกค้าอยากได้อะไร เพื่อให้ตอบโจทย์ได้ตรงใจผู้บริโภค 

5.Management 

การที่ธุรกิจจะเติบโตได้ คนทำงานจะต้องมีทักษะในการบริหารจัดการที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเวลา หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือ แต่เกิดจากการลงมือทำจริง

6.คำนวณจุดคุ้มทุนเบื้องต้น

ในการทำธุรกิจนั้นควรเริ่มวางแผนและคำณวนจุดคุ้มทุนบนกระดาษก่อนที่จะลงเงินจริงๆ เพราะอย่างน้อยถ้าเราคำนวณแล้วว่ามันขาดทุน เราก็จะได้ไม่ต้องลงมือทำให้เสียเวลา อย่างน้อยมันสามารถลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจของเราได้

7.Test ตลาดเพื่อดูความต้องการของผู้บริโภค 

ขึ้นชื่อว่าธุรกิจมันก็คือความเสี่ยง ไม่มีใครการันตีได้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จ แต่ยิ่งถ้าเราลงมือทำเยอะๆ มันจะช่วยยิ่งช่วยลดความเสี่ยงพวกนี้ได้ 

เราต้องศึกษาดูให้ดีก่อนว่า Pain Point จริงๆของลูกค้านั้นคืออะไร สิ่งที่เราเสนอ Value Proportion ที่เราเสนอลูกค้านั้นลูกค้าให้มูลค่ามันไหม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องราวที่สามารถ Test ได้ก่อนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจจริงด้วยซ้ำ

8. วินัยต้องสม่ำเสมอ

ในการทำธุรกิจใหม่ๆ นั้น เราอาจจะรู้สึกมี Passion มากๆในช่วง 3 เดือนแรก แต่สักพักมันจะเริ่มมอด เราจึงต้องอัดฉีด Mindset ตัวเองบ่อยๆ รวมถึงต้องมีวินัยในการทำให้ต่อเนื่องมากพอ ถ้าเราทำทั้งหมดนี้แล้วเชื่อว่าธุรกิจก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น 

สำหรับการพูดคุยกับ Sellsuki ที่เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่ตั้งไข่ จนประสบความสำเร็จ และมีธุรกิจที่มีบริการที่หลากหลาย นั้นเกิดจากการทำ 3 สิ่งซ้ำๆ คือ

  • สำรวจความต้องการของตลาด
  • พิจารณาว่าไอเดียที่มีนั้นสามารถแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ลูกค้าได้จริงหรือไม่
  • เชื่อมั่นว่าจะต้องทำสำเร็จ โดยทุ่มเททั้งพลังกาย พลังใจ และพลังสมอง

และเมื่อเราทำ 3 สิ่งนี้ไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ก็คือมันก็จะสร้างชุดความรู้ รวมถึงประสบการณ์ที่ดีทั้งกับธุรกิจและลูกค้า จนเกิดเป็นธุรกิจที่ดีได้ในที่สุด

หรือดูวิดีโอการสัมภาษณ์ SellSuki EP1 แบบเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

ในบทความหน้าผมจะมีอะไรมาอัปเดตอีกบ้าง สามารถติดตามได้ผ่านเพจการตลาดวันละตอน รวมถึง Twitter และ Blockdit ของการตลาดวันละตอนนะครับ

Bambinun*

Bambinun*

Content Creator แห่งการตลาดวันละตอน ที่หลงรักการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ พอๆ กับการกินของอร่อย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเป็นทาสแมว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *