[บทพิเศษสัมภาษณ์ผู้บริหาร] Zanroo อาสาพาธุรกิจไทยไป Japan

[บทพิเศษสัมภาษณ์ผู้บริหาร] Zanroo อาสาพาธุรกิจไทยไป Japan

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยแบบใกล้ชิดกับ MD ของ Zanroo Japan คุณ Taishiro Miyayauchi หรือคุณ Ro เกี่ยวกับข้อมูลพิเศษที่ทาง Zanroo ใช้เครื่องมือพบ Data ที่น่าสนใจในประเทศญี่ปุ่นที่อยากจะเอามาแชร์ให้ฟัง โดยเฉพาะกับนักธุรกิจไทยคนไหนที่กำลังมองหาโอกาสเข้าไปทำตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ ควรรู้ข้อมูลพวกนี้ไว้เพื่อจะได้ไปอย่างเข้าถึงญี่ปุ่นในแบบที่ Zanroo เข้าใจครับ

อย่างที่เรารู้กันว่า Zanroo นั้นคือ Social Listening ที่โด่งดังในบ้านเรา แต่วันนี้ Zanroo นั้นกำลังจะขยับขยายความรู้นั้นออกไปอีกหลายประเทศ​ และหนึ่งในประเทศที่หลายบริษัทในโลกสนใจก็คือ ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น ที่เพิ่งเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ไม่นานมาก โดยเฉพาะเปิดให้คนไทยเข้าไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอ Visa เหมือนแต่ก่อน

รู้มั้ยครับว่าเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วตอนผมไปญี่ปุ่นครั้งแรกนั้นยุ่งยากกว่าทุกวันนี้มาก ทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่คนไทยอยากไปติดอันดับหนึ่งต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว กลายเป็นว่าถ้าไปช่วงเทศกาลเมื่อไหร่ มั่นใจว่าต้องเจอคนไทยทุกๆชั่วโมงที่อยู่ญี่ปุ่นก็เป็นได้ จากแต่ก่อนตอนต้องขอ Visa เข้าประเทศจำได้เลยว่าการจะเจอคนไทยทีเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นเสียเหลือเกิน

ก็นั่นแหละครับ เมื่อคนไทยไปเยอะ และยังเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยยังอยากไปติดอันดับต้นๆมาตลอด ทาง Zanroo ก็เลยเริ่มเห็นโอกาสที่ว่าถ้ามีธุรกิจไทยที่อยากไปโตต่อที่ญี่ปุ่น ทาง Zanroo ก็พร้อมจะให้ data และใช้ความรู้ที่มีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจไทยให้อยู่รอดและเติบโตต่อได้

จากที่ผมได้คุยกับคุณ Ro นานกว่าสองชั่วโมง เรียกได้ว่าคุยกันเพลินจนไม่รู้ว่ามันนานขนาดนั้นก็ได้พบแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย และเริ่มจากคำถามแรกว่า “ทำไมธุรกิจไทยต้องสนใจไปลุยตลาดญี่ปุ่นด้วย?”

คุณ Ro ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า เพราะตลาดญี่ปุ่นนั้นมี Standard หรือมาตรฐานสูงถึงสูงมาก

ดังนั้นถ้าธุรกิจหรือแบรนด์ไหนสามารถพิสูจน์ในตลาดญี่ปุ่นจนทำให้คนญี่ปุ่นยอมรับได้ ประเทศอื่นๆในโลกก็จะยอมรับสินค้าหรือแบรนด์นั้นได้ง่ายตามมา เพราะคุณ Ro บอกว่าขนาดอเมริกายังยอมรับในมาตรฐานของญี่ปุ่นเลย ยังไม่ต้องพูดถึงจีนหรือประเทศอื่นๆเสียด้วยซ้ำ

เมื่อตลาดญี่ปุ่นนั้นยากแต่ก็คุ้มค่าที่จะพิชิต การที่จะพิชิตได้ก็ต้องรู้เขารู้เรา

คุณ Ro บอกอีกว่าตลาดญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่สนามทดลอง เพราะคนญี่ปุ่นไม่ค่อยยอมรับข้อผิดพลาด เพราะถ้าพลาดแล้วก็จะจำและไม่ค่อยมีการให้อภัย ถ้าอยากจะแก้ตัวใหม่แนะนำให้เปลี่ยนแบรนด์ไปเลยจะง่ายกว่า

แล้วการที่จะรู้เขารู้เราได้สมัยนี้ก็ไม่ต้องออกไปนั่งสำรวจหาข้อมูลด้วยกองทัพคนเพื่อเข้าใจตลาดเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่สามารถใช้เทคโนโลยีของ Zanroo เพื่อเข้าใจตลาดได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมากขึ้นกว่าเดิม

คุณ Ro แชร์ Data ที่ Zanroo รู้ให้ฟังว่า อย่างราเมงข้อสอบที่ฮิตมากในคนไทย จนทำให้เป็นหนึ่งใน Wishlist ที่นักท่องเที่ยวไทยต้องไปกินให้ได้ เริ่มมาจากลูกเรือการบินไทยที่ไปกินแล้วแชร์ลงโซเชียล จนเกิดการบอกต่อในกลุ่มลูกเรือที่ไปญี่ปุ่น จนสุดท้ายกลายเป็นหนึ่งในร้านที่คนไทยต้องไปกิน

ทั้งหมดนี้คุณ Ro บอกว่าตัวเองเค้าติดตามข้อมูลของราเมงข้อสอบย้อนหลังด้วยเครื่องมือของ Zanroo จนรู้ว่าจุดเริ่มต้นของกระแสราเมงข้อสอบนั้นมาจากไหน ตอนผมได้ยินแบบนี้นี่อึ้งเลยนะครับ

คุณ Ro บอกว่า Social Listening ก็คือ Inbound Marketing ดีๆนั่นเอง

เพราะถ้าเรารู้ว่าคนกำลังพูดถึงเรา โดยเฉพาะถ้าพูดถึงในแง่ดีและเป็นกระแสขนาดนี้ เจ้าของธุรกิจก็สามารถเอาข้อมูลนี้ไปต่อยอดได้ เช่น อิชิรัน ราเมง น่าจะมาเปิดร้านที่ไทยในตอนที่คนไทยพูดถึงมากๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ถูกเอาก๊อปร้านมาเปิดอย่างที่เป็นข่าว

คุณ Ro ยังบอกอีกว่า การจะทำการตลาดออนไลน์ที่ญี่ปุ่นนั้นไม่เหมือนกับบ้านเรา คุณ Ro แชร์ข้อมูลให้ดูว่าแม้ประเทศญี่ปุ่นจะมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงติดอันดับต้นของโลก คืออยู่ที่ 95% แต่คนญี่ปุ่นนั้นกลับใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันน้อยมาก เพียงแค่วันละ 4 ชั่วโมงหน่อยๆ

เรียกได้ว่าไม่ถึงครึ่งที่พี่ไทยใช้ด้วยซ้ำ แถมคนญี่ปุ่นยังใช้ social media เฉลี่ยวันละไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงอีกด้วย

ผมก็เลยถามคุณ Ro ว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงใช้อินเทอร์เน็ตน้อยล่ะ ทั้งๆที่ความเร็วและโครงสร้างพื้นฐานก็สมบูรณ์พร้อมขนาดนี้

คุณ Ro บอกว่า “Culture” เพราะวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใครในโลก

คนไทยหรือคนชาติอื่นนั้น การทำงานกับการใช้อินเทอร์เน็ตหรือ social media คือเรื่องเดียวกัน เราอาจจะเสริชจาก Facebook เสริชต่อที่ YouTube หรือ Twitter แต่คนญี่ปุ่นนั้นเวลาทำงานจะเปิดแต่หน้า Google เพื่อหาข้อมูลเท่านั้น จะไม่มีการเปิดหน้า Facebook หรือไลน์ทิ้งไว้เหมือนคนไทย

ทำให้แม้เน็ตจะเร็วและมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงมาก แต่อัตราการใช้ก็ต่ำมากจนเป็นอุปสรรคถ้าไม่รู้ข้อมูลตรงนี้ก่อนเข้าไปทำตลาดที่ญี่ปุ่นได้

และอีกเรื่องที่คุณ Ro ให้เป็นข้อควรระวังสำหรับผู้ที่จะไปลุยตลาดญี่ปุ่น ก็คือข้อมูลต้องตรงกันทุกช่องทาง

หมายความว่าเว็บไซต์แบบหนึ่ง โซเชียลมีเดียก็ต้องบอกตรงกัน จะพูดกันคนละอย่างไม่ได้ และสำคัญคือพนักงานหน้าร้านต้องถูกอบรมมาอย่างดี สามารถตอบข้อมูลได้ทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ คนญี่ปุ่นยังนิยมการคุยกับคนมากกว่าการเสริชหาข้อมูลเองเมื่ออยู่หน้าร้าน

และคนญี่ปุ่นเองก็ยังเชื่อในสื่อดั้งเดิมอย่าง TVC มากกว่าสื่อออนไลน์อย่างเดียว

อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจที่ผมได้รู้จากการสัมภาษณ์ Zanroo ครั้งนี้มาก็คือ คนญี่ปุ่นเปิดดูวิดีโอสองหน้าจอพร้อมกัน ทีแรกที่ผมได้ยินแบบนี้ก็แปลกใจจนต้องถามว่า “เปิดดูวิดีโอสองหน้าจอพร้อมกันหมายความว่ายังไง”

คุณ Ro อธิบายว่า จากข้อมูลที่พบคือคนญี่ปุ่นกว่า 40% นั้นเปิดสองหน้าจอเพื่อดูวิดีโอพร้อมกัน หน้าจอแรกคือทีวี ส่วนหน้าจอที่สองคือ computer หรือ notebook แล้วเมื่อคุณ Ro อธิบายว่าจากข้อมูลตรงนี้พอวิเคราะห์ต่อก็พบว่า คนญี่ปุ่นนั้นชอบเปิดทีวีทิ้งไว้ฟังเสียงเสมือนวิทยุ ไม่ได้เงยหน้ามองดูจอ ส่วนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือที่ดูนั้นเป็นอะไรที่โฟกัสจริงๆ

จากข้อมูลนี้บอกให้นักธุรกิจหรือนักการตลาดรู้ว่า ถ้าจะทำ TVC ต้องเน้นที่เสียงไม่ใช่ภาพ ต้องทำเสียงให้คนเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์เพื่อขึ้นมาดูภาพบนหน้าจอทีวีให้ได้

แนวคิดการทำ TVC โดยเน้นเสียงเป็นอะไรที่น่าสนใจมากที่ Zanroo เจอจาก Data นี่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนทำ TVC ไปอีกมากเลยล่ะครับ ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงบ้านเราด้วย เพราะยอมรับว่าหลายครั้งเห็นคนเปิดทีวีทิ้งไว้แต่ไม่ได้ดู เปิดเพื่อเอาเสียง จนได้ยินเสียงที่น่าสนใจถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมาดู

แถม Zanroo ยังพบว่าการเปิดดูคลิปวิดีโอออนไลน์ของคนญี่ปุ่นเองก็ใช่ว่าจะโฟกัสกับหน้าจอตลอด แต่จะมีแค่เนื้อหาบางประเภทเท่านั้นที่เค้าสนใจจนต้องโฟกัสกับหน้าจอเป็นพิเศษ เช่น คลิปการเต้น หรือคลิปเรียนภาษา หรือหนัง แต่กับเนื้อหาประเภทเพลง ข่าว หรือกีฬา คนก็ชอบเปิดทิ้งเอาไว้เพื่อฟังเสียง

ดังนั้นจากข้อมูลนี้คุณ Ro แนะนำว่า ถ้าจะลงโฆษณาบน YouTube ก็ให้เลือกลงเฉพาะเนื้อหาที่คนให้ความสนใจที่ต้องโฟกัสเท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นคุณก็จะเสียเงินโฆษณาเปล่า เรียกได้ว่าวิวมาแต่ยอดไม่เกิดนั่นเองครับ

สุดท้ายแล้วคุณ Ro จาก Zanroo ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า การตลาดทุกวันนี้มันเร็วมาก ผู้บริหารจะมารอดูรายงานแล้วค่อยตัดสินใจหลายครั้งก็อาจจะไม่ทันการซะแล้ว

ไม่ใช่แค่ Content เท่านั้นที่ต้อง Real-time แต่ Marketing เองก็ต้อง Real-time ตามโลกให้ทันด้วย ยิ่งในยุคที่กระแสมาแรงแต่ไปเร็ว ใครที่จับกระแสลมนั้นได้ทันก็จะได้เปรียบคู่แข่งสะสมมากมหาศาลในระยะยาว

และเครื่องมือก็เป็นแค่เครื่องมือ ต่อให้ Zanroo พร้อมที่จะให้รู้อะไรๆมากแค่ไหน แต่ถ้าคนทำงานไม่พร้อมเปิดใจเรียนรู้ ไม่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ก็เท่ากับปิดโอกาสที่จะรู้อะไรดีๆอีกมากอย่างน่าเสียดายครับ

สุดท้ายแล้ว Zanroo วันนี้ออกเครื่องมืออย่าง Zanroo Search ให้คนทั่วไปได้ลองใช้ และถ้าอยากจะใช้มากขึ้นก็สามารถจ่ายได้ในราคาที่ไม่แรงเกินไปอย่าง Premium Package ที่ให้เลือกใช้งานได้ตามต้องการ เพื่อให้คุณรู้เท่าทันคู่แข่ง รู้เท่าทันกระแส และรู้เท่าทันความคิดลูกค้าก่อนใครครับ

Zanroo อีกหนึ่งบริษัท Marketing Technology ดีๆของคนไทย ที่ผมเองก็อยากสนับสนุนให้ไป Global อีกคนครับ

ปล.ผมเพิ่งรู้ว่านอกจาก MK แล้วก็มี Cocoa สุกี้บ้านเราไปเปิดที่ญี่ปุ่น และ ​Cafe Amazon เองก็ด้วย งานนี้ธุรกิจไหนอยากไปลุยตลาดญี่ปุ่น ลองถาม Zanroo ดูแล้วคุณจะได้รู้ว่าจะไปยังไงถึงจะโตครับ

Nattapon Muangtum

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน / ที่ปรึกษาให้กับเอเจนซี่และธุรกิจต่างๆ / อาจารย์วิชา Data-Driven Communication ที่ PIM / นักอ่านหนังสือ / เจ้าของเพจอ่านแล้วเล่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *