Metaverse คืออะไร? และเกี่ยวกับ Marketing มากแค่ไหน?

Metaverse คืออะไร? และเกี่ยวกับ Marketing มากแค่ไหน?

Metaverse คืออะไร? ผมเชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามแบบเดียวกันนี้ โดยเฉพาะนักการตลาดและคนทำธุรกิจอย่างเราย่อมอยากรู้ว่าเจ้าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อ Marketing หรือการทำธุรกิจมากขนาดไหน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักที่มาที่ไป และทำความเข้าใจถึงภาพรวมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ไปจนถึงแรงพลักดันเบื้องหลังให้เกิด Metaverse ถ้าพร้อมแล้วไปทำความรู้จัก Metaverse กันครับว่ามันคืออะไรและสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหนกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่เกิดการล็อกดาวน์มาในปี 2020 ส่งผลให้เราทุกคนใช้เวลาบนออนไลน์มากขึ้นและกลายเป็นช่องทางหลักในการดำเนินชีวิต จนวันนี้เราแยกการออนไลน์ออกจากชีวิตออฟไลน์ไม่ได้โดยง่ายอีกต่อไป คิดภาพง่ายๆ ถ้าเราไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือไร้อินเทอร์เน็ตคงอยู่ยาก ไหนจะกดเงินแบบไร้บัตร ไหนจะโอนเงินจ่ายค่าข้าว ไหนจะเรียกแอปสั่งอาหาร ไหนจะสั่งของจาก 7-11 หน้าหมู่บ้านให้มาส่งที่บ้านระหว่างนอนดูซีรีส์บน Netflix ผ่านอินเทอร์เน็ตไปพลางๆ

จะเห็นได้ว่าไม่มีเส้นแบ่งระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์อีกต่อไป เพราะชีวิตออฟไลน์ที่เราต้องกิน ต้องใช้ ต้องหายใจ ก็ล้วนแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยการออนไลน์อย่างแยกไม่ออก บางคนไร้ตัวตนก่อนจะเข้าสู่โลกออนไลน์ แต่พอออนไลน์แล้วกลับดังเป็นพลุแตกจนกลายเป็น Influencer คนดังหาเงินล้านได้ง่ายๆ ก็มีให้เห็นมากมายในบ้านเรา

แต่การจะก้าวเข้าสู่โลก Metaverse อุปสรรคหลักในวันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปกรณ์อย่างชุดแว่น VR หรืออีกหน่อยอาจเป็นไปได้ว่าเจ้าแว่น VR ที่ดูเทอะทะใช้งานยากจะกลายเป็นแค่แว่นตาธรรมดาแต่ใส่ความสามารถของ AR เข้าไปแทน เช่นแว่น Facebook Ray-Ban นั่นเองครับ

ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมตั้งข้อสังเกตคืออุปกรณ์จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ว่าเจ้าสิ่งนี้จะไปต่อได้หรือไม่

และไม่กี่ปีมานี้เราก็กำลังใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลหรือบนออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยกับการสร้าง Avatar ตัวแทนเราขึ้นมาบนเกม ดูจากเทรนด์ของเกม Animal Crossing และบรรดาเกมใน Esports ต่างๆ ก็ได้ครับ

Brie Larson Animal Crossing: New Horizons Interview and Island Tour
Photo: https://www.elle.com/culture/celebrities/a31899069/brie-larson-animal-crossing-new-horizons-interview/

เมื่อเราสร้างตัวละครที่มีความคล้ายเราแต่มักจะดีกว่าเราตัวจริงขึ้นมา เราก็เริ่มเอาตัวละครดังกล่าวมาใช้กับการประชุมออนไลน์ที่แสนน่าเบื่อจากการ Work from Home หรือ Learn from Home ตลอดเวลาที่ล็อกดาวน์อยู่บ้าน ทั้งหมดนี้คือการพยายามสร้างสีสันเมื่อเราต้องออนไลน์ทั้งวันทั้งคืนให้ไม่น่าเบื่อมากเกินไป

และจากการแก้เบื่อของคนส่วนหนึ่งก็ก่อให้เกิดความรู้สึกอยากเหนือกว่าของคนบางส่วน บางคนพยายามอัพเกรดตัว Avatar ของตัวเองภายในเกมให้เป็นที่จับตามอง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเมื่อนึกย้อนเข้าไปถึงการเล่นเกมแต่ไหนแต่แรกว่าเราอยากเป็นจุดสนใจของคนในสังคมเป็นปกติอยู่แล้วครับ

แต่ประเด็นสำคัญคือตอนนี้มีคนแค่ 38% บนโลกเท่านั้นที่เคยได้ยินคำว่า Metaverse และพอจะรู้ว่ามันคืออะไร

93% เห็นว่าในอนาคตเราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น
76% ยอมรับว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตโดยไร้เทคโนโลยีไม่ได้อีกต่อไป
81% บอกว่า Digital Experience ของแบรนด์ส่งผลให้พวกเขาอยากซื้อที่ร้านจริง

และ Metaverse ก็ก่อให้เกิดความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ Digital Asset จริงๆ บนออนไลน์ด้วยการยืนยันความเป็นเจ้าของสิทธิ์ด้วย NFT ว่าตกลงแล้วภาพดิจิทัลตรงหน้านี้เป็นของใคร เพราะแต่เดิมแค่ก้อปไปก็ยากที่จะยืนยันแล้วว่าใครเป็นเจ้าของมัน

แล้วจากความเป็นเจ้าของเจ้าของสิ่งที่เป็นดิจิทัลจริงๆ ได้ก็จะก่อให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Direct to Avatar หรือ D2A ก็ในเมื่อเราต้องมีตัวตนหรือตัวแทนของเราบนพื้นที่แห่งนี้แล้ว แล้วเราจะไม่อยากมีอะไรเก๋ๆ ไม่เหมือนใครเพื่อเอาไว้อวดสถานะให้ใครๆ รับรู้บ้างเลยหรือ

และด้วยความที่ของเหล่านั้นถูกตราประทับความเป็นเจ้าของด้วย NFT บวกกับความเป็น Blockchain อาจทำให้ของสิ่งนั้นมีจำกัดไม่สามารถ copy paste ซ้ำแจกทุกคนได้ นั่นเลยทำให้ Supply อาจไม่พอกับ Demand ขึ้นมาได้เมื่อของสิ่งนั้นมีจำกัด และนั่นก็หมายความว่าเมื่อมีคนให้คุณค่ามั่นเพิ่มขึ้น มูลค่าของ Digital Asset สิ่งนั้นย่อมเพิ่มตามไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามครับ

และนั่นก็อาจก่อให้เกิดเทรนด์ใหม่ที่เอาของจากโลกออฟไลน์ไปอวดในโลกเสมือนจริง หรือโลกคู่ขนานบนออนไลน์อย่าง Metaverse ได้จริง ลองคิดภาพคุณเป็นเจ้าของกระเป๋าชาแนลสักใบ แล้วบังเอิญว่าคุณได้สิทธิการใช้งานบน Metaverse ได้ และก็ถูกจำกัดตามผู้ผลิตที่ป้อนข้อมูลเข้ามาว่าตกลงกระเป๋ารหัสนี้ใครเป็นเจ้าของ อาจเกิดการขายสิทธิ์การเป็นเจ้าของเฉพาะออนไลน์ก็เป็นได้สำหรับธุรกิจแบรนด์เนม

คิดภาพการซื้อหนังสือบน Amazon ก็ได้ครับ ที่เรามีสิทธิ์ได้ทั้งเล่มจริงและ E-Book ควบคู่กัน

นั่นหมายความว่าในอนาคตการใช้ Augmented Reality (AR) หรือ Extended Reality (XR) จะกลายเป็นเรื่องปกติ (แต่ทุกวันนี้ Gen Z ก็ทำกันเวลาเล่น Filter ในแอปต่างๆ นะ) แต่กว่าจะถึงวันนั้น Device ต้องมีการพัฒนาให้ถึงจุดที่ง่ายต่อการพกพา การใช้งาน และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย

เมื่อนั้นผลงาน NFT ต่างๆ จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเพราะเราสามารถเข้าถึงมันได้เป็นวงกว้างขึ้น

Gamevertising จะกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่นักการตลาดต้องจับตามอง สิ่งนี่จะก้าวไปอีกขั้นจาก Esports ในวันนี้ เพราะเมื่อ Metaverse ในรูปแบบเกมคือสิ่งที่ใครๆ ก็เข้ามาใช้ชีวิตแบ่งเวลากัน เหมือนที่แบรนด์รองเท้าอย่าง Vans เข้าไปอยู่ในเกม Roblox เรียบร้อยแล้ว

การจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่จะใช้วิธีแบบเก่าไม่ได้อีกต่อไป เพราะพวกเขาจะลดเวลาจากสื่อเก่าอย่าง TV ลงไปอย่างมาก นี่ยังรวมไปถึงวิธีการเสพย์คอนเทนต์ต่างๆ ก็จะไม่ใช่ในรูปแบบ Video ที่เป็น 1 way communication เดิมๆ อีกต่อไป แต่พวกเขาต้องสามารถสั่งการหรือ Interact กับมันได้เหมือนกับที่ Metaverse เป็นครับ

ธุรกิจค้าปลีกที่เป็น Retial ยิ่งต้องปรับตัวตามให้ไว จะเกิดร้านค้าเสมือนจริงแบบจริงจังในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะไม่ใช่แค่ร้านใครร้านมัน แพลตฟอร์มใครแพลตฟอร์มมัน เมื่อมันเป็น Metaverse ก็เปรียบเสมือนว่าโลกดิจิทัลใบใหม่ที่รวมความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันเพราะคนจำนวนมากเข้ามาใช้เวลาจำนวนไม่น้อยกับพื้นที่แห่งนี้ครับ

Why Accenture lists 'digital twins' as top-five technology trend in 2021
Photo: https://tomorrow.city/a/why-accenture-lists-digital-twins-as-top-five-technology-trend-in-2021

และจะมีการพูดถึง Digital twin อย่างจริงจังสำหรับคนจำนวนมากเป็นครั้งแรก จากเดิมสิ่งนี้ถูกคิดขึ้นมาโดยบริษัท GE ที่ต้องการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องจักรบางอย่างจะเสียหายเมื่อไหร่ เมื่อเก็บ Data โดยรอบของเครื่องจักรนั้นมาวิเคราะห์ก็จะทำให้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ใกล้จะเกิดความเสียหายหนัก สิ่งที่ทำคือเข้าไปดูแลแก้ไขซ่อมบำรุงแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องปล่อยให้เสียหายจนต้องหยุดทำงานแล้วส่งผลเสียต่อธุรกิจ เพราะเรามี Digital twin คอยบอกล่วงหน้าได้อยู่แล้วครับ

สิ่งที่จะตามมาอีกอันคือ MetaSocieties หรือสังคมบน Metaverse ที่ส่งผลต่อความสนิทในชีวิตจริงได้ เราอาจจะเจอกับเพื่อนสนิทอีกครั้งบนออนไลน์ หรือเราอาจจะสนิทกันบนออนไลน์แล้วมาเจอกันที่โลกออฟไลน์จริงแล้วสนิทกันยิ่งกว่าเดิม (ก็เหมือนกับปัจจุบันนี้นะ)

สุดท้ายนี้สังคมจะเปลี่ยนไป การยืนยันตัวตนบนดิจิทัลจะกลายเป็นมาตรฐานของสังคม คนที่ไม่กล้ายืนยันตัวตนจะดูว่าไม่น่าไว้ใจ มีอะไรจึงต้องปกปิดไม่กล้าเปิดเผย Avatar ของตัวเอง และยิ่ง Metaverse อยู่บน Blockchain ก็ยิ่งทำให้ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เมื่อทุกอย่างที่เราทำจะถูกบันทึกไว้ตลอดกาล เราจะล้างบาปในอดีตนั้นเรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย ครั้นจะหนีไปสร้างตัวตนใหม่ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากและแสนลำบากยิ่งกว่าเดิม แต่นั่นก็อาจจะก่อให้เกิดธุรกิจสีเทาๆ หรือมืดๆ ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้สำหรับคนมีเงินก็เป็นได้ครับ

ที่พิมพ์มายาวยังไม่ใช่เนื้อหาทั้งหมด นี่เป็นแค่เกริ่นเริ่มต้นของมหากายพ์ Metaverse ที่ผมสรุปและเรียบเรียงมาจากรายงาน Into the Metaverse ที่มีความยาวกว่า 93 หน้าของ Wunderman Thompson ใครที่สนใจตอนท้ายบทความมีลิงก์ให้ดาวน์โหลดรายงานไปอ่านกันเต็มๆ แต่ตอนนี้ขอเข้าสู่เนื้อหาช่วงแรกของบทความชุดนี้ก่อนครับว่า Metaverse คืออะไร? และสำคัญกับ Marketing มากแค่ไหนกัน

Metaverse ไม่ใช่แค่โลกเสมือนจริง แต่มันคือความจริงแบบดิจิทัล

Metaverse กลายเป็นเทรนด์สำคัญของโลกที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะปังขนาดนี้ เมื่อดูจากปีที่แล้วที่เป็นปีของ TikTok อยู่ดีๆ มาปีนี้และก็เป็นช่วงครึ่งปีหลังด้วยกลายเป็นว่าปังมากจนพี่มาร์คต้องยอมเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook เป็น Meta ที่เป็นการประกาศชัดว่าพวกเขาจะทุ่มสุดตัวไปในสิ่งที่เรียกว่า Metaverse อย่างแน่นอน

เทรนด์การค้นหาคำว่า Metaverse ในปีนี้ก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมหาศาล จากแทบไม่เคยมีการค้นหาอยู่ดีๆ ก็เพิ่มขึ้นมากว่า 50-100 เท่าในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ข้ามปี

สื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่ว่าจะ New York Times, Washington Post และ the Guardian ต่างนำเสนอข่าวและบทความมากมายที่พูดถึงและให้คำอธิบายในประเด็นนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลายไม่ว่าจะ Epic Games, Microsoft, Facebook, SK Telecom และอื่นๆ อีกมากมายต่างก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขามีแผนจะทุ่มลงทุนไปกับ Metaverse มหาศาล และ Consumer Brands อย่าง Burberry, Coke, Visa และอื่นๆ อีกมากต่างก็ออกมาประกาศว่าพวกเขาจะลงสนามในเกมการแข่งขันนี้อย่างแน่นอน

Metaverse อยู่ดีดังได้ไง?

ในปี 2020 ที่เราทุกคนบนโลกล้วนต้องล็อกดาวน์อยู่บ้านเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 แบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าเมืองหลวงจะดูสภาพเหมือนเมืองร้างดุจฉากในภาพยนต์ที่เคยดูได้ แต่เมื่อโลกออฟไลน์หลุดการเคลื่อนไหวแบบฉันพลับ ก็ส่งผลให้โลกออนไลน์หรือดิจิทัลนั้นล้วนเติบโตอย่างก้าวกระโดดในแบบที่ไม่เคยมีใครจินตนาการได้มาก่อน

อยู่ดีๆ จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตก็เพิ่มสูงขึ้นแบบน่าจะต้องใช้เวลา 5-7 ปีกว่าจะได้ขนาดนี้ และนั่นก็ทำให้ประชากรส่วนใหญ่บนโลกพบว่าชีวิตเราวันนี้ขาดเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตไม่ได้อีกแล้ว

  • 93% ของผู้บริโภคทั่วโลกบอกว่าเทคโนโลยีคืออนาคตของมวลมนุษยชาติ
  • 76% บอกว่าทุกวันนี้พวกเขาใช้ชีวิตโดยไม่มีเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตไม่ได้อีกต่อไป
  • 52% บอกว่าความสุขของพวกเขาขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีแล้ว (เน็ตไม่มีอยู่ไม่ได้ มือถือพังใช้ชีวิตลำบาก)

เมื่อโลกดิจิทัลและการออนไลน์กลายเป็นทุกสิ่งในชีวิตจริงๆ ตั้งแต่การซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแฟชั่นอีกต่อไป การเรียนผ่านออนไลน์จริงๆ การดูหนังหรือภาพยนต์บนอินเทอร์เน็ตจริงๆ การเข้าร่วมกับกลุ่มคนบนออนไลน์จริงๆ (เช่น Facebook Group) การออกกำลังกายและใช้เทคโนโลยีมาช่วย (เช่น แอบออกกำลังกาย หรือเกม Ring Fit) การทำงานร่วมกันทางออนไลน์ที่ทำให้เราต้องประชุมกันทั้งวัน และยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ย้ายมาทำบนออนไลน์ได้โดยเต็มใจและไม่เต็มใจในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามนุษยชาติจะพร้อมใจกันทำได้ขนาดนี้

แล้วยิ่งผู้คนใช้เวลาบนออนไลน์มากเท่าไหร่ โลกดิจิทัลก็กลายเป็น Third place (แทนร้านกาแฟอย่างสตาร์บั๊ค) ที่ทำให้ผู้คนมากมายเข้ามารวมตัวแฮงค์เอาท์กัน เราคงเห็นเทรนด์ของเกม Animal Crossing หรือการประชุมในรูปแบบเกม 2D สมัยก่อน และนั่นก็ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องขยับตัวเข้ามายังโลกดิจิทัลจริงๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา

แต่ Metaverse ไม่ใช่แค่โลกออนไลน์หรือพื้นที่เสมือนจริงที่เคยเป็นมาเท่านั้น แต่สามารถเป็นสิ่งที่เชื่อมต่อระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือนจริงที่ออนไลน์ หรืออาจจะบอกว่าต่อไปนี้เราอาจจะต้องอาศัยอยู่และใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ซ้อนทับกันระหว่างออฟไลน์ที่ออนไลน์ไปตลอดกาล

นิยามของคำว่า “จริง” จะเปลี่ยนไปจากที่เราเคยรู้จักเป็นอันมาก ดังนั้นเราจะมาทำความรู้จักกันว่า…

  • Metaverse คืออะไร? 
  • มันจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรามากขนาดไหน?
  • น่าจะก่อให้เกิดโอกาสใหม่อะไรทางการตลาดบ้าง?
  • แล้วทำไมแบรนด์หรือธุรกิจจึงต้องให้ความสนใจกับ Metaverse?

ทั้งหมดนี้มีคำตอบให้ผ่านรายงาน Into the Metaverse ของ Wunderman Thompson จากการเก็บข้อมูลจากผู้รู้และกูรูกว่า 3,011 คนในอเมริกา อังกฤษ และจีน

ถ้าพร้อมแล้วเราจะไปดูกันว่า Metaverse มีโอกาสจะพาโลกใบนี้และธุรกิจไปทางไหน ถ้าใครยังอยากจะอยู่ในเกมธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน บอกเลยว่าเส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล เพราะนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่น่าจะพลิกโฉมโลกทั้งใบไม่แพ้ที่อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเคยทำมาครับ

Introduction Metaverse คุณรู้จักจริงหรือเปล่า

China made a fucking vocoloid artist as their new youth ambassador | Dank  Memes Amino
Photo: https://aminoapps.com/c/dank/page/blog/china-made-a-fucking-vocoloid-artist-as-their-new-youth-ambassador/2Jdg_mWcNuMX0ZVLLLGWbWjX1PQ0DN4Jpn

เมื่อชีวิตเราขาดออนไลน์ไม่ได้ แล้วเราจะแยกความจริงระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ได้อย่างไร?

นักร้องเสมือนจริงหรือ Virtual Singers กลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มหาศาลหลายพันล้านเหรียญ จากตัวอย่างของ Luo Tianyi ที่เป็น Virtual Character หรือ 3D Animation หญิงสาวร่างเล็กน่ารักในปี 2012 แล้วจากนั้นเธอก็ได้รับความนิยามมากมายจนมีแฟนคลับสาวกผู้ติดตามมหาศาล แล้วก็ได้รับงานโฆษณาจากแบรนด์ดังจำนวนมาก ถึงขนาดถูกซื้อตัวย้ายค่ายย้ายสังกัดไปมาเรียกได้ว่าศิลปินระดับโลกที่เป็น Virual Influencer คนแรกๆ ของโลกก็ว่าได้

แล้วไหนจะ Kuki หญิงสาว AI ที่คอยเป็นเพื่อนคุยให้กับคนมากมายบนออนไลน์จนโด่งดัง 

แล้วไหนจะ NFT หรือ non-fungible tokens ที่เอาไว้ยืนยันความเป็นเจ้าของหนึ่งเดียวบนโลกดิจิทัลว่าใครเป็นเจ้าของเจ้าสิ่งนี้ ไม่ว่าจะรูปภาพงานอาร์ต หรือเพลงๆ นี้เป็นของใคร ไปกระทั่งโพสนี้เราพร้อมจะขายให้ใครเป็นเจ้าของต่อ เหมือนที่ CEO Twitter ทำเป็นคนแรกๆ จนกลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก จนทำให้ยักษ์ใหญ่วงการประมูลของโลกอย่าง Christie’s และ Sotheby’s ต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับการประมูลบนโลกดิจิทัลเป็นเงินหลายสิบล้านเหรียญแล้วเป็นอย่างน้อย

How Christie's and Sotheby's Compete for Consignments- artnet News
Photo: https://news.artnet.com/market/editors-point-of-view-what-do-christies-and-sothebys-sacrifice-to-win-top-consignments-1779

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเครื่องเล็ก ที่ค่อยๆ เข้ามาเปลี่ยนวิธีชีวิตเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เราใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กเครื่องนี้ในการยืนยันตัวตนเราบนโลกดิจิทัลที่ออนไลน์ ว่าจริงแล้วเราอาจเป็นมหาเศรษฐีผู้ถือผลงานศิลปะ NFT Art มูลค่าหลายล้านเหรียญ หรือจริงๆ เรากำลังติดเครดิตติดลบแม้จะขับรถหรูอยู่กันแน่

เราเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันด้วยการเอาใจใส่กับชีวิตบนออนไลน์กับตัวตนเสมือนจริงเรามากขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มเลือกว่าเราอยากให้ตัวเองมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน เราสนใจว่าเราจะแต่งตัวอย่างไร เราเริ่มเลือกว่าเราต้องการรถหรือยานพาหนะแบบไหนไว้เดินทางภายในพื้นที่โลกคู่ขนาน Metaverse เราอยากสนิทกับใครบนโลกแห่งนี้ ยังจะเป็นคนเดิมที่เจอหน้ากันประจำที่โลกออฟไลน์หรือเปล่า หรือเรามีเพื่อนอีกกลุ่มสังคมอีกแห่งที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันมาก่อน หรือเราอาจจะเริ่มรู้สึกสนิทมากพอจนออกมาพบเจอกันในโลกจริงแล้วยิ่งทำให้รู้สึกสนิทไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่าเดิม

เราอาจจะเริ่มเลือกซื้อพื้นที่ในโลก Metaverse แห่งนี้แล้วก็ปลูกบ้านสักหลัง แน่นอนว่าถ้เราอยู่ในพื้นที่ไกลมากโลก Metaverse แห่งนี้อาจมีกฏว่าเราจะวาร์ปไปมาไม่ได้เพราะมันไม่จริงมากเกินไป (นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมีรถสักคัน หรืออาจจะต้องเสียเงินวาร์ปในโลกใบนี้ครับ)

เราอาจจะนัดเจอเพื่อนที่ร้านสักแห่งในโลกคู่ขนานใบนี้ ผ่าน Holographic ภาพเสมือนจริงว่านั่งคุยกันตรงหน้าด้วยอุปกรณ์จำพวกแว่นตา ทั้งหมดนี้คือการยกระดับการใช้อินเทอร์เน็ตไปอีกขั้น มาสู่ยุคของดิจิทัลแพลตฟอร์มที่แท้จริงเมื่อทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตจริงในโลกคู่ขนาน Metaverse ได้แค่ออนไลน์เข้ามา

แต่ทั้งหมดนี้ก็นำมาสู่การตั้งคำถามของสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง New York Times ตอนเดือนกรกฏาคม 2021 ผ่านบทความที่ชื่อว่า Are we in the metaverse yet? หรือเราอยู่ในโลกเสมือนจริงหรือโลกคู่ขนานใบนี้แล้วหรือยัง? (ก็เมื่อการออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างแยกไม่ได้) เมื่อชาว Crypto บอกว่าพวกเขาสร้างมันขึ้นมาจากเทคโนโลยี Blockchain เราจึงอาจใช้ชีวิตแบบ Metaverse แล้วโดยไม่รู้ตัว เมื่อโลกของศิลปะกำลังทำเงินจากสิ่งนี้ได้มหาศาล ทั้งหมดนี้ล้วนก่อให้เกิดคำถามว่า ตกลง Metaverse คืออะไร?

Metaverse ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกในปี 1992

Madness In The Metaverse: “Snow Crash” by Neal Stephenson – Mr. Rhapsodist
Photo: https://rhapsodistreviews.wordpress.com/2011/07/21/snow_crash/

ตั้งแต่ 30 ปีก่อน อยู่ในหนังสือนิยายแนว Sci-fi ชื่อ Snow Crash ของ Neal Stephenson ที่เป้นเรื่องราวของการผสมรวมกันระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกกายภาพ จนถึงวันนี้จินตนาการในนิยายเรื่องนี้กำลังกลายเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็เรียกกันว่ายุคใหม่ของอินเทอร์เน็ต บ้างก็ว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยจริงๆ บางทีอาจเป็นการผสมกลมกลืนของโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันแบบคงทนถาวร (เพราะพื้นฐานบน Blockchain) หรือแม้แต่เป็นแฝดดิจิทัลของตัวเราและสิ่งของบนโลกจริงที่เรียกกันว่า Digital twin นั่นเองครับ

แต่ที่แน่ๆ Metaverse ไม่ใช่อินเทอร์เน็ตที่เราคุ้นเคยในทุกวันนี้เป็นแน่ มันจะเป็นวิวัฒนาการครั้งใหญ่ที่เป็นก้าวต่อไปของยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายและสมาร์ทโฟนที่เราใช้กัน

ยุคเริ่มต้นของ Metaverse และหลังจากนี้ไปก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง (เหมือนกับไม่มีใครคิดว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลกได้ระดับหนึ่ง แต่โทรศัพท์มือถืออย่างสมาร์ทโฟนและ 3G จะเปลี่ยนโลกได้มหาศาลถึงทุกวันนี้ครับ) แต่ที่แน่ๆ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิ่งจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการใน Metaverse นั้น บางอย่างอาจไม่สามารถไปต่อได้ แต่บางอย่างก็อาจจะหลอมรวมเข้ากับโลกใหม่ยุคหน้าได้ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด

เหมือนที่เราเริ่มเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ จากไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งเทคโนโลยี VR ที่อาจยังไม่แพร่หลายมากเพราะติดข้อจำกัดของอุปกรณ์ แต่เทคโนโลยี AR ในวันนี้ก้าวเข้าเป็นเนื้อเดียวมากขึ้นทุกที เพราะในวันที่เราอยากรู้อะไรก็แค่ยกมือถือขึ้นมา แล้วเดี๋ยวมันจะบอกเราว่าสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคืออะไร หรือข้อความต่างภาษาเรามันแปลเป็นภาษาเราว่าอย่างไรครับ

แล้วไหนจะการเติบโตอย่างรวดเร็วของเกมต่างๆ ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มให้คนมากมายเข้ามาพบเจอกันกลายเป็นสังคม กลุ่มคน และเกิดเป็นวัฒนธรรมบางอย่างขึ้นมาที่คนยุคก่อน หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเกมเมอร์จะไม่เข้าใจ

และนั่นก็ทำให้บริษัทต่างๆ ในวันนี้ต่างแข่งขันกันอย่างมากที่จะแย่งชิงพื้นที่ของความเป็นผู้นำในโลกใหม่ โลกเสมือนจริง หรืออาจจะเป็นโลกคู่ขนานของโลกจริง Metaverse นี้

Tech-celeration เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้า Metaverse เลยเกิดขึ้น

ผู้คนในวันนี้แยกออกจากเทคโนโลยีไม่ได้เสียแล้ว กว่า 76% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกบอกว่าทุกวันนี้พวกเขาต้องใช้เทคโนโลยีสักอย่าง ไม่ว่าจะคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เมื่อเจาะลึกลงไปตาม Generation พบว่า Gen Z มีมากถึง 79% ที่ตอบแบบนี้ ส่วน Gen Y หรือ Millennials นั้นกลับสูงขึ้นไปถึง 80% เลยทีเดียว

  • 64% บอกว่าพวกเขาจะพบปะสังสรรค์กับผู้คน หรืออัพเดทข่าวคราวความเป็นไปของเพื่อนฝูงคนในสังคมตัวเองได้ก็ด้วยเทคโนโลยีเป็นหลัก
  • 61% บอกว่าพวกเขาต้องใช้เทคโนโลยีในการทำมาหากินด้วยซ้ำ
  • 56% บอกว่าพวกเขาจะคิดออกแก้ปัญหาได้ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยี
  • 52% บอกว่าพวกเขาจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อมือเทคโนโลยีอยู่ในมือ
  • 50% บอกว่าพวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ก็ด้วยเทคโนโลยีนั่นเอง

และเมื่อผู้คนขาดเทคโนโลยีไม่ได้แล้วสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันไปถึงการทำมาหากิน ส่งผลให้บริษัทต่างๆ เข้ามาแข่งขันกันว่าเราจะสร้าง Digital Experience ที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวานและดีกว่าคู่แข่งได้อย่างไร

โดยเฉพาะการแข่งขันด้านการสร้าง Digital Experience แบบ 360 องศาผ่านเทคโนโลยีทั้ง VR และ AR ที่บริษัทต่างๆ ก็ทุ่มทรัพยากรทั้งเงินและคนเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อต้องการจะเป็นที่หนึ่งด้านนี้

TikTok ประกาศสร้างแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนา AR ของตัวเองขึ้นมาที่ชื่อว่า ​TikTok Effect Studio ในเดือนสิงหาคม 2021

ในเดือนมีนาคม 2021 ทาง Facebook ประกาศทุ่มพนักงานกว่า 10,000 คนให้กับงานด้าน AR และ VR ภายใต้ทีมที่ชื่อว่า Reality Labs

Snap หรือ Snapchat ประกาศซื้อ Vertebrae มาเพื่อช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถสร้างสินค้าเสมือนจริงของตัวเองหรือ 3D Virtual บนแพลตฟอร์มตัวเองได้ดีขึ้นในเดือนกรกฏาคม 2021 ที่ผ่านมา และในเดือนพฤษภาคมก็ยังซื้อบริษัท WaveOptics เพื่อมาช่วยพัฒนาแว่นตากันแดดที่จะแสดงผล AR ที่ชื่อว่า Spectacles glasses ขึ้นมาซึ่งดูเหมือนแว่นตา Facebook x Ray-Ban Smart Glasses อย่างมากเลย

Google เองก็พัฒนาสมาร์ทโฟนรุ่น Pixel 6 ที่ว่ากันว่าจะยกระดับประสบการณ์ด้าน AR ด้วย Tensor chip ทาง Apple เองก็ไม่น้อยหน้าเพราะมีข่าวลือว่าพวกเขาจะออก Apple Glasses บ้าง หรือไม่ก็กำลังซุ่มพัฒนาชุด VR ของตัวเองอยู่ และก็น่าจะพร้อมวางขายในปี 2022 ที่จะถึงนี้

จะเห็นได้ว่าบริษัทเทคโนโลยีมากมายทั้งสร้างแวะซื้อบริษัทด้าน VR ด้วยเม็ดเงินมหาศาล ซึ่งเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่าโลกจากนี้ไปจะก้าวเข้าสู่ดิจิทัลแบบเต็มที่หรือ Metaverse มากขึ้นทุกทีครับ

แต่ในขณะเดียวกันทางประเทศจีนกลับมีการประกาศเบรกจากทางรัฐบาลเอง ที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีโดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับเกมต้องเบรกจนหัวทิ่ม

ในเดือนสิงหาคม 2021 รัฐบาลจีนประกาศควบคุมและห้ามเล่นเกมนานเกินไป จำกัดการเล่นเกมให้เหลือแค่ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และก็ออกกฏหมายควบคุมบริษัทเทคโนโลยีในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนนั้นปูเส้นทางไปทาง Metaverse มาหลายปีแล้ว เพราะทาง Tmall, Taobao, JD.com และ WeChat ต่างก็สร้างห้างสรรพสินค้าเสมือนจริง หรือคู่ขนานกับโลกจริงขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนเข้ามาช้อปปิ้ง แล้วไหนจะมีการสร้าง Virtual Influencer ที่โด่งดังมหาศาลของจริงอย่าง Ling จนกลายเป็นคนดัง หรือถ้าเรียกให้ถูกอาจต้องเป็นคาแรคเตอร์ผู้โด่งดังจนมีแบรนด์มากมายเข้ามาติดต่อขอให้เป็นสปอนเซอร์หรือเล่นโฆษณาให้ แม้แต่ Tesla รถยนต์พลังงานไฟฟ้าชั้นนำของโลกจากอเมริกาก็ยังต้องการตัว Virtual Influencer รายนี้

ทาง ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ของก็เริ่มต้นก้าวแรกสู่ Metaverse ด้วยการซื้อบริษัท Pico ที่เป็นสตาร์ทอัพด้าน VR เข้ามาในเดือนสิงหาคม 2021 และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ทาง Alibaba ก็ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มประมูลงาน NFT ขึ้นมาจนกลายเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วโลก

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทั้ง AR VR และ MR (Mixed Reality) ที่เรียกรวมๆ ได้ว่า Extended Reality หรือ XR ส่วนต่อขยายโลกจริงจากเทคโนโลยี นั่นคือพื้นฐานที่ปูให้เราก้าวเข้าสู่โลก Metaverse มากขึ้นทุกวันโดยไม่ทันตั้งแต่อย่างทุกวันนี้นี่แหละครับ

Gaming everything จากเกมที่เล่นๆ สู่ทุกสิ่งในชีวิตที่ค่อยๆ กลายเป็น Metaverse โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะกลุ่มของคนติดเกมอีกต่อไป แต่วันนี้เกมกลายเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่พูดถึงกันไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เราคงคุ้นเคยกับชื่อเกมอย่าง Animal Crossing, Sea of Thieves หรือ Fortnite ที่กลายเป็นที่พูดถึงทั่วไปแม้แต่ในหมู่ผู้ใหญ่คนทำงานระหว่างยืนต่อคิวรอกาแฟก็เป็ได้

เพราะช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมาส่งผลให้หลายคนพยายามหาพื้นที่ใหม่ๆ ให้ตัวเองได้รู้สึกรีแลกซ์ผ่อนคลายมากขึ้น เกมเลยกลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่น่าจะเรียกว่า Third Digital Place ของคนส่วนใหญ่ในวันนี้ ที่ไม่ได้เข้าไปเล่นเพื่อเอาชนะหรือเก็บเลเวลอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กลายเป็นพื้นที่ให้เราและเพื่อนเข้ามาพบปะผ่อนคลายกันจากการ Work from Home มาทั้งวัน

มีรายงานจากทาง Xbox บอกว่าผู้ใหญ่ชาวอังกฤษเล่นเกมกับเพื่อนและคนในครอบครัวมากถึง 61% ในช่วงล็อกดาวน์

Nick Fajt ผู้เป็น CEO และ Co-founder ของเกม Rec Room สตาร์ทอัพด้านเกมที่โด่งดังบอกไว้ว่าเกมกับโซเชียลในวันนี้นั้นมีเส้นแบ่งที่เลือนจาง มันยากที่จะบอกได้อะไรตกลงนี่คือเกมหรือโซเชียลมีเดียกันแน่ เมื่อคนเข้ามาในเกมอาจเพียงแค่ต้องการเข้ามาหาเพื่อนคุยหรือพบปะเพื่อนฝูงที่ไกลกัน เกมวันนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ใหม่ของโซเชียลมีเดียสำหรับคนหลากหลายเจเนเรชั่นเสียแล้ว

และเส้นแบ่งระหว่างอุตสาหกรรมเกมกับความบันเทิงก็เลือนลางลงไปอีก ภายในปี 2025 เป็นที่คาดกันว่าตลาดเกมจะทำเงินมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมภาพยนต์ถึง 3 เท่า ที่ทำเงินได้แค่เพียง 101,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019

เป็นที่ชัดเจนมานานแล้วว่าเกมนั้นได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะวัยรุ่น และสิ่งที่จะส่งผลกระทบอย่างมากไม่ใช่แค่เกมที่เก่าไปและถูกแทนที่ด้วยเกมใหม่ๆ แต่กลายเป็น TV หรือแม้แต่ Netflix ก็จะมีคู่แข่งเป็นเกมที่พร้อมแย่งเวลาจากผู้คนไปจริงๆ (มิน่า Netflix ถึงทำเกมให้คนเล่นเพราะต้องการแก้เกมที่จะมาแย่งลูกค้าไป)

The NEW Fortnite Creative Mode GAMEPLAY! - YouTube

เกมเองก็กลายเป็นหนึ่งสิ่งที่อุตสาหกรรมความบันเทิงเอาไปใช้งานกันมานานแล้วตั้งแต่ ITV ช่องทีวีของอังกฤษชวนให้ผู้เล่นเกม Fortnite Creative (โหมดสร้างโลก Fortnite เอง) สามารถเอาช่องการออกอากาศของตัวเองไปดูในนั้นได้ และก็มีการสร้างเกมโชว์ชื่อ The Void ขึ้นมาใน Fortnite ตอนเดือนกรกฏาคม 2021 จนโด่งดัง

ทาง Netflix เองก็มีการสร้าง Stranger Things แบบ Interactive เข้าไปในเกม Roblox ตอนเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สรุปได้ว่าธุรกิจ Streaming กำลังก้าวเข้าไปสู่โลกของ Gaming มากขึ้นทุกวัน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเกมไม่ใช่แค่เกมอีกต่อไป แต่เป็นสื่อหรือช่องทางใหม่ในการเข้าถึงผู้คนมากมาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นวัยรุ่นล้วนย้ายสายตาเข้ามาอยู่ในเกม

Fortnite เองก็กลายเป็นเกมยอดนิยมที่มีกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช่เกมเกิดขึ้นมากมาย ทั้งมีการจัดคอนเสิร์ทภายในเกมของศิลปินดังระดับโลก หลายเกมดังจึงพัฒนากลายเป็นแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้วในวันนี้

Pin by la-li-moon on Choices™️ game backgrounds | Episode interactive  backgrounds, Anime places, Anime scenery
Photo: https://br.pinterest.com/pin/829929037562217754/

งานเทศกาลภาพยนต์อย่าง Tribeca Film Festival เองก็จับมือกับ Epic Games ในการเอา Unreal Engine มาให้นักสร้างภาพยนต์อิสระได้มีเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะใช้ทำหนังในจินตนาการของตัวเองขึ้นมา จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีของเกมกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับวงการภาพยนต์ และแวดวงรายการทีวีทั้งหลายแล้วในวันนี้

เกมที่กลายเป็นแพลตฟอร์มไปแล้วในวันนี้อย่าง Fortnite และ Roblox เป็นผลรวมของโซเชียลมีเดีย การเล่นเกม และความบันเทิง ซึ่งถ้ามองดูให้ดีมันคือ Metaverse ไปแล้วก่อนที่ Facebook จะประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทด้วยซ้ำ

The Metaverse Race แค่จุดเริ่มต้นแต่ทุกคนก็แย่งความเป็นเจ้าแห่ง Metaverse

Microsoft to extend its 'enterprise metaverse' strategy with Mesh for Teams  | ZDNet
Photo: https://www.zdnet.com/article/microsoft-to-extend-its-enterprise-metaverse-strategy-with-mesh-for-teams/

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของ Metaverse มาแรงมาก เราได้เห็นบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายทั้งในไทยและต่างประเทศเองก็ล้วนออกมาประกาศว่าตัวเองจะทำโน่นนี่นั่นใน Metaverse ทั้งนั้น ขนาดบริษัทด้านกฏหมายอย่าง Reed Smith ยังออกมาประกาศว่าตัวเองจะเข้าไปทำธุรกิจใน Metaverse เช่นกัน

Facebook ออกมาประกาศชัดเจนถึงวิสัยทัศน์จนถึงขนาดเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta ทาง Satya Nadella CEO Microsoft เองก็ออกมาประกาศว่าพวกเขาจะสร้าง Enterprise Metaverse (สมกับเป็น Microsoft จริงๆ เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ)

และที่แน่นอนว่าต้องเข้ามามีเอี่ยวในเรื่องนี้ก็คือบริษัทเกมต่างๆ Epic Games ก็สนับสนุนการลงทุนใน Metaverse ไปกว่าพันล้านเหรียญเรียบร้อยแล้ว ส่วนบริษัท Nvidia ก็กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยการประกาศว่าจะเป็นสร้าง Metaverse สำหรับ Engineers โดยเปิดตัวในชื่อว่า Nvidia Omniverse ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยแพลตฟอร์มนี้จะเปิดตัวในเวอร์ชั่น beta ปลายปี 2021 ที่กำลังจะถึงนี้ โดยเปิดให้ Engineers, Designers และเครื่องจักรอัตโนมัติต่างๆ ได้สร้าง Digital twins ของตัวเองขึ้นมา เรียกได้ว่านี่จะเป็นโลก Metaverse ของธุรกิจและอุตสาหกรรมจริงๆ ครับ

แม้แต่ธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวกับอุตสาหกรรม Metaverse โดยตรงก็ยังขอเข้ามาร่วมวงเกาะกระแสรถไฟ Metaverse นี้ไปกับเขาด้วย อย่างบริษัทที่ปรึกษาด้านกฏหมายที่เกริ่นไว้ก่อนหน้า และล่าสุดก็มีบริษัทด้านบริหารจัดการสินทรัพย์หรือความมั่นคั่งอย่าง Roundhill Investments และ Matthew Ball ประกาศเปิดตัวกองทุนที่จะไปลงทุนในบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Metaverse อีกที

ซึ่งกองทุนนี้จะไปลงทุนในบริษัท Nvidia, Tencent และ Roblox

ในช่วงเดือนมีนาคม 2021 เอง Metaverse Group ก็ประกาศเปิดตัว Metaverse REIT ที่เปิดให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บน Metaverse ที่เป็น Virtual asset ครั้งแรก ส่วนบริษัทที่ปรึกษาด้านกฏหมายอย่าง Reed Smith ก็ออกมาประกาศแนวทางข้อบังคับถ้าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติบน Metaverse ให้ได้ ซึ่งกฏหมายดังกล่าวครอบคลุมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไปจนถึงสิทธิส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว และก็ยังบอกอีกว่านี่คือการปฏิวัติวงการกฏหมายครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน (ก็น่าจะจริง)

อย่างที่เราเห็นกันว่าบริษัทต่างๆ มีการกระโดดเข้าร่วมวง Metaverse อย่างมากมายทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้จะสามารถทำอะไรได้ในอนาคตบ้าง มันจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราเหมือนกับที่โทรศัพท์มืออถือสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย 3G ทำได้มาก่อนหรือไม่? เจ้าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจกับเราได้บ้าง?

ต่อไปนี้เราคงจะได้เห็นอะไรมากขึ้นในโลกคู่ขนานหรือบางคนอาจว่าเสมือนจริงแห่งนี้ที่จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เราอาจจะเริ่มเห็นพฤติกรรมใหม่ที่คาดไม่ถึงอย่างแท้จริง รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเจ้า Metaverse ด้วย

แต่อย่าลืมว่าในวันนี้มีคนแค่ 38% บนโลกเท่านั้นที่เคยได้ยินคำนี้และเข้าใจความหมายอยู่บ้าง และนั่นก็หมายความว่า Metaverse เพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นปล่อยตัวได้ไม่นาน แต่ด้วยความเร็วในการพุ่งทะยานหน้าจะแซงหน้าทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาอย่างไม่ผิดคาดแน่นอน

หนทางข้างหน้าของ Metaverse จะเป็นอย่างไร เราจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโลกเสมือนจริง หรือมันจะกลายเป็นโลกคู่ขนานกับความเป็นจริง ที่จะกลายเป็น Extended Reality ที่มนุษยชาติส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ได้ถ้าขาดมันอีกต่อไป

Download รายงานฉบับเต็ม > คลิ๊ก

Nattapon Muangtum

Nattapon Muangtum

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน / อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication / ผู้เขียนหนังสือการตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing, การตลาดแบบฉลาดใช้ดาต้า Data-Driven Marketing และ Data Thinking / เป็นที่ปรึกษาด้าน Marketing และ Data-Driven ให้กับบริษัทบางแห่งและหน่วยงานบางที่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *