8 วิธีฝึก Creativity จบปัญหาสมองตัน คิดไอเดียไม่ออก

8 วิธีฝึก Creativity จบปัญหาสมองตัน คิดไอเดียไม่ออก

เป็นปัญหาสำหรับใครหลายๆ คนมากๆ กับการ ‘คิดไอเดียไม่ออก’ หรือ ‘สมองตัน คิดงานไม่ได้’ ยิ่งกดดันด้วยวันส่งงานมากเท่าไรก็ยิ่งคิดไม่ออกอยู่ดี โดยเฉพาะกลุ่ม Creative ของทีม เวลามีไอเดียที่ต้องหา ก็เหมือนแบกภาระหนักอึ้งอยู่ที่ไหล่ เพราะงาน Creative ล้วนไม่มีสูตรตายตัวแบบ 2+2 = 4 ยิ่งใครที่เพิ่งมาทำงานใหม่ๆ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะประสบการณ์ก็ยังน้อย แถมโดนรุ่นใหญ่กดดันด้วยการออกไอเดียแบบน้ำไหลไฟแลบซึ่งๆ หน้าให้ทึ่งว่า คิดได้ไงเร็วๆ วะ หรือเกิดอาการปรามาสตัวเองว่า หรือชั้นไม่เหมาะกับงานนี้วะ เป็นต้น

วันนี้เพลินก็เลยเอาบทความเรื่อง 8 วิธีฝึกบริหาร Creativity หรือวิธีฝึกการคิดหาไอเดียความคิดสร้างสรรค์มาฝากกันค่ะ เพราะสมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ของเราก็เหมือนกับกล้ามเนื้อ อย่างเวลาเราอยากเพิ่มกล้าม เราก็ไปยกเวท ทานเวย์ ทานอกไก่ อยากหายเมื่อคอ บ่า ไหล่ เราก็หมั่นยืดเส้น เล่นโยคะใช่ไหม อันนี้ก็คล้ายๆ กันค่ะ ถ้าอยากมีไอเดียเยอะๆ เราต้องฝึกคิด บริหารสมองส่วนนี้บ่อยๆ เป็นประจำอยู่เสมอเพราะ Practice makes Perfect!

ต้องบอกว่าเรื่องของความคิดสร้างสรรค์เป็นอะไรที่วัดกันได้ยากค่ะ ว่าไอเดียนี้มันดีหรือไม่ดี เพราะมีหลาย Criteria ให้วัดมากเกินไป ตอนเด็กเราคิดเรื่อยเปื่อยได้ เพราะไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบอะไรให้มากความ แต่พอโตขึ้น เรียนแล้ว ทำงานแล้ว เรื่องของผลกระทบ ต้นทุน ภาพลักษณ์ของแบรนด์ จริตความชอบของลูกค้า และความเป็นไปได้จริงมันก็มาตีกรอบทำเอา คิดไอเดียไม่ออก หรือไม่อยากจะคิดเพราะไอเดียที่เราคิดขึ้นมามันไปได้ไม่สุดดั่งใจหวัง แล้วเมื่อพอเราติดกับ Criteria แบบนี้บ่อยๆ ความคิดสร้างสรรค์ของเราก็ยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นวันนี้ เราเลิกวางกรอบใดๆ ก่อน เสมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แล้วฝึกสมองของเราแบบนี้ทุกวันกันดีกว่าค่ะ

1. ปล่อยสมองไหลลื่น เลิกคิดถึงกรอบต่างๆ ให้ คิดไอเดียไม่ออก

อย่างที่บอกว่า ยิ่งมี Deadline หรือ Criteria กฎเกณฑ์มากเท่าไร ความคิดสร้างสรรค์ยิ่งไม่ออก สมองยิ่งตันมากเท่านั้น คิดว่าไอเดียจะทำแบบนี้ก็มาติดที่ลูกค้าไม่ชอบ คิดจะทำไอเดียแนวนี้ก็มาติดที่แบรนด์ CI อีก ใดๆ ตอนนี้ก็เป็นแค่วิธีบริหารออกกำลังกายกล้ามเนื้อสมอง ดังนั้นเราต้องปล่อยวางก่อน แล้วคิดงานแบบ Free Flow เสมือนเราเนี่ยแหละลูกค้า มีเงินไม่อั้น ไม่ต้องคุมแบรนด์ใดๆ ชั้นคิดไอเดียไหนได้ ชั้นซื้อหมด!

ซึ่งการแบ่งเวลา Free Flow ให้ตัวเองสักวันละ 10-15 นาที เพื่อคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบไม่มีอะไรมาจำกัดเนี่ย จะช่วยให้สมองของเราเปิดกว้าง ได้ฝึกคิดไอเดียแบบตามใจชั้น สบายอารมณ์บ้างในหนึ่งวัน เนี่ยแหละกล้ามเนื้อสมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ได้ทำงานแล้ว ดังนั้นเอาแรงกดดัน กฎเกณฑ์ออกไปให้หมด แค่วันละ 10-15 นาที ให้พื้นที่สมองของเราได้ทำตามใจประนึงว่า ‘ถ้าชั้นเป็นเจ้าของแบรนด์นี้ ชั้นจะทำแบบนี้แน่นอน’ เป็นต้นค่ะ

2. จับเวลาบ้าง อย่าปล่อยไหล

เวลา คิดไอเดียไม่ออก ให้ลองจับเวลากดดันตัวเอง

เข้าใจว่า Deadline ส่งงานก็คือการจับเวลาอย่างนึง แต่มันไม่เหมือนกันค่ะ เพราะการจับเวลาแนวนี้ไร้ความกดดันแบบการส่งงาน ดังนั้นเวลาที่คุณฝึกบริหารกล้ามเนื้อสมอง พยายามอย่าปล่อยไหลยาวๆ ให้ลองจับเวลาดูว่าภายในระยะเวลา 10-15 นาทีที่เราให้ตัวเอง เราสามารถคายไอเดียออกมาจากสมองของเราได้กี่ไอเดีย คายๆ ไอเดียที่มีออกมาก่อน แล้วการจับเวลาเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้เนี่ยแหละสามารถกระตุ้นไอเดียของเราได้ดีมากกว่า Deadline ที่มีแรงกดดันและกรอบมากเกินไปค่ะ 

3. พยายามเน้นที่ปริมาณของไอเดีย อย่าเพิ่งเน้นคุณภาพ

อย่างที่บอกว่าเวลาฝึกคิดหาไอเดีย พอมันไม่มีกรอบอะไรแล้ว ให้เราเริ่มนึกถึงปัญหาที่ต้องแก้ แล้วลองถุยสิ่งที่คิดว่าจะแก้ปัญหานั้นได้ออกมาแบบไม่ต้องคำนึงว่ามันจะดีหรือไม่ หรือว่ามันจะทำได้จริงหรือเปล่า พยายามเน้นที่ปริมาณให้มาก อย่าเพิ่งคิดถึงคุณภาพ หลังจากนั้นเราค่อยมาดูไอเดียกันอีกที เพราะเผลอๆ ส่วนหนึ่งของไอเดีย A อาจจะเอามารวบกับไอเดีย G และ X แล้วออกมาเป็นไอเดียที่มีคุณภาพในภายหลังก็ได้ค่ะ

4. ฝึกคิดไอเดียให้อะไรไหนก็ได้ทุกวัน

เพลินเคยเจอพี่ครีเอทีฟเก่งๆ มาประมาณนึง หลังจากที่ได้เจอพวกเค้า เพลินก็เห็นถึงความต่างระหว่างครีเอทีฟที่มี Passion กับการคิดไอเดียและครีเอทีฟจบใหม่หรือคนสายงานอื่นๆ อยู่ประมาณนึงค่ะ สิ่งที่เพลินเจอก็คือครีเอทีฟเก่งๆ มักจะคิดอะไรก็เป็นไอเดียไปเสียหมด ขณะเดินไปทานข้าวด้วยกัน เห็นคนสะดุดเกือบล้ม พี่ครีเอทีฟเหล่านี้ก็จะคิดแล้วว่า ถ้าเค้าเป็นแบรนด์นี้จะเข้ามา Sponsor ทางเท้าตรงนี้ หลังจากนั้นจะไปจับมือกับอีกแบรนด์นึงเพื่อทำสิ่งนี้สิ่งนั้น จนมันเป็นเรื่องสนุกๆ ที่ไหล่ลื่นไปในบทสนทนาระหว่างเดินไปทานข้าวด้วยกัน และมักจะเป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ เวลาเจอ Ads ตามถนนด้วยกันด้วย

หาก คิดไอเดียไม่ออก ให้ลองฝึกคิดไอเดียไร้สาระทุกวัน

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตพวกนี้เนี่แหละที่ทำให้เราฝึกคิดหาไอเดียได้มากมาย เราอาจจะลองมองถึงPain point เล็กๆ ที่เราเจอหรือเราเห็นคนอื่นประสบอยู่ เราก็ลองเอามาฝึกคิดดูว่า ปัญหาเหล่านี้เหมาะกับแบรนด์ไหนที่ถ้ายื่นมือเข้ามาทำ คงปังไม่น้อย เป็นต้น ทั้งนี้ไอเดียเหล่านี้อาจดูเหมือนคิดๆ แล้วปล่อยทิ้งไป แต่จริงๆ แล้วเมื่อถึงเวลา มันอาจมีโอกาสได้ใช้งานเข้าจริงๆ สักวัน อย่างเวลาที่เราคิดงานในอนาคตนั่นเองค่ะ

5. ลองออกนอกวิถีชีวิตประจำวันบ้าง

หลายคนก่อนเข้าทำงาน ก็มักจะแวะร้านกาแฟเดิมๆ กินข้าวร้านเดิมๆ นั่งมุมโต๊ะคิดงานเดิมๆ จนสมองไม่โลดแล่น แนะนำให้ลองเปลี่ยนมุม เดินไปร้านอื่นๆ บ้าง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ถ้าปกติเราเดินตรงแล้วเลี้ยวขวา วันนี้ลองเดินตรงแล้วเลี้ยวซ้ายดูบ้าง หรือโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์ในห้องทำงานซักหน่อย หรืออาจจะเป็นการโยกสิ่งที่ต้องทำทุกๆ เช้าไปอยู่ช่วงบ่ายบ้าง ทั้งนี้อะไรใหม่ๆ แบบนี้มักจะ Spark ไอเดียใหม่ๆ ให้เราในเวลาที่เรา คิดไอเดียไม่ออก ค่ะ

6. ลองมองสิ่งเดิมในมุมมองใหม่ๆ

อีกวิธีนึงในการฝึกคิดหรือบริหารกล้ามเนื้อสมอง ในกรณีหากคุณไม่สามารถเดินทางไปที่ใหม่ๆ หรือโยกย้ายโต๊ะทำงานได้ ก็คือการลองมองสิ่งเดิมๆ รอบตัว เพื่อหาวิธีใช้งานของของสินนั้นในมุมมองใหม่ๆ ดูบ้าง เช่น แก้วน้ำเก็บความเย็น ที่ปกติใส่แต่น้ำเย็น ลองคิดดูสิว่าเอาไปทำอย่างไรได้อีกบ้าง ดัดแปลงไปทางไหนได้อีก ซึ่งอาจจะอาศัยจับเวลาสัก 2-3 นาทีช่วย ในการเค้นว่าแก้วน้ำเก็บความเย็นนั้น ทำอะไรได้บ้างให้ได้มากที่สุด

7. อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเวลา คิดไอเดียไม่ออก

เวลาเรา คิดไอเดียไม่ออก สิ่งนึงที่มีไอเดียอยู่มากก็คือหนังสือค่ะ ถ้าเราฝึกอ่าน หาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดก็จะทำให้เรารู้จักพลิกแพลงได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือการเน้นอ่านอะไรที่เราไม่รู้ หรือเรื่องที่เราไม่เก่ง เพื่อหาความรู้ในด้านอื่นๆ ให้ตัวเองบ้างจะเป็นเรื่องที่ดีมาก อย่างถ้าเราเป็นนักการตลาดอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปอ่านอะไรเน้นย้ำเรื่องการตลาดอีก แต่ลองไปอ่านเรื่องเกมมิ่ง เรื่องรถยนต์ เรื่องเด็ก หรืออื่นๆ ดูบ้าง แล้วค่อยกลับมาสนใจใน Area ของตัวเองด้านใหม่ๆ เพิ่มเติมค่ะ

8. ฝึกเขียนมากขึ้น

เวลา คิดไอเดียไม่ออก ให้เขียนเยอะๆ

นอกจากฝึกอ่าน ฝึกคิดแล้ว อีกสิ่งนึงคือการฝึกเขียนค่ะ โดยการเขียนเนี่ยจะเขียนอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนก็ได้ แค่พยายามเขียนมันออกมา มีไอเดียอะไรก็เขียนเข้าไว้ ถึงเวลานึงที่เรากลับมาอ่าน เราอ่านจะเจอไอเดียเจ๋งๆ อยู่ในนั้นก็ได้ค่ะ โดยการเขียนมันเป็นเหมือนการที่เราได้ปล่อยไอเดียไหล่ออกมาจากปลายปากกา เวลาเราเขียนไปเรื่อยๆ วาดไปเรื่อยๆ ไอเดียจะเริ่มไหล เหมือนปลดล็อคความคิดที่ตอนแรกมันหยุดอยู่กับที่ได้นั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็คือ 8 ท่าบริหารกล้ามเนื้อสมองเวลา คิดไอเดียไม่ออก ให้ความคิดสร้างสรรค์หรือ Creativity ได้ปลดปล่อยออกมา อย่าลืมฝึกคิดบ่อยๆ คิดเล่นๆ คิดเรื่อยๆ อย่าเพิ่งหาอะไรมาปิดกั้น หรือมองแต่กฎเกณฑ์มากเกินไป เมื่อเราคิดฟุ้งๆ ไปแล้ว ถึงเวลาจะเอาไอเดียมาใช้งานจริง ค่อยหาวิธีดัดแปลงไอเดียนั้นให้ลงมาอยู่ใน Scale ที่ตรงกรอบมากขึ้น

ที่ผ่านมาหลายครั้งเพลินชอบได้ยินเวลาเหล่าผู้บริหารของบริษัทหรือหัวหน้าทีมชอบพูดกับลูกน้องว่า‘ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคน’ หรือ ‘ทุกคนสามารถออกไอเดียได้ไม่จำเป็นต้องรอครีเอทีฟอย่างเดียวเท่านั้น’ เอาเข้าจริงมันก็จริงค่ะ แต่คนที่จะคิดไอเดียที่ดีได้นั้น มักจะมาจากคนที่พยายามฝึกฝน มีประสบการณ์ หรือไม่ก็คนขี้เกียจที่พยายามหาทางออกให้กับปัญหาในวิธีที่ง่าย ลงแรงน้อยๆ ดังนั้นอย่าลืมฝึกฝนให้มาก ยิ่งใครที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ยิ่งต้องฝึกให้มากขึ้น อย่าเพิ่งท้อแท้ ด่วนตันสินหรือปรามาสตัวเองไปก่อน เพราะเรื่องที่ว่าเราเหมาะหรือไม่เหมาะกับงาน ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นตัดสินมากกว่า ส่วนตัวเรานั้นต้องพยายามฝึกฝนให้ตัวเองเก่งขึ้นอยู่เสมอค่ะ

ใครที่อยากเก่งในเรื่องของการหาไอเดีย เป็นครีเอทีฟ อย่าลืมเจียดเวลาเล็กน้อยในหนึ่งวัน เพื่อทำ 8 อย่างนี้ดูบ้างนะคะ

Source: https://visme.co/blog/creativity-exercises/

Plearn Wisetwongchai

Plearn Wisetwongchai

Marketing Strategic Planner ในเครือการตลาดวันละตอน | A Creator สาวพลัสไซส์ @Fabfatkid | A Travel Lover ที่หมดเงินเกือบ 80% ไปกับการเดินทางแบบแมสๆ | An Instagrammer @theplearn ที่ชอบเล่น Story เป็นชีวิตจิตใจ | สุดท้ายคือ Data Researcher ทั้ง Social และ Search Data etc. ค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *