ขายของออนไลน์อย่างไรให้คนเห็นด้วยการทำโฆษณา Google Ads

ขายของออนไลน์อย่างไรให้คนเห็นด้วยการทำโฆษณา Google Ads

ย้อนกลับไปสัก 40 50 ปีที่แล้ว ถ้าใครจะเริ่มต้นขายสินค้าอะไรสักอย่าง นอกจากต้องมีเงินทุนมาก ต้องหาหน้าร้านลงแล้ว ยังต้องเสียเวลาเดินทางไปหาสินค้ามาขายด้วยตนเองอีก ซึ่งเป็นอะไรที่ยุ่งยากพอสมควร แต่ตอนนี้วงการอีคอมเมิร์ซหรือการค้าขายผ่านทางโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนในยุคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ กลยุทธ์โปรโมทสินค้าก็ยังมีความสำคัญ เพียงแต่เมื่อก่อนอาจโฆษณาในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุหรือโทรทัศน์เท่านั้น แต่ปัจจุบันการโฆษณาสินค้ามีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การตลาดออนไลน์ ซึ่งเป็นการโฆษณาที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากที่สุดในตอนนี้ โดยบริการที่เรานำมาแนะนำในก็คือการทำโฆษณา Google Ads จาก Google เสิร์ชเอนจินอันดับหนึ่งของโลกนั่นเอง

Google Ads คืออะไร 

กูเกิล (Google) คือเสิร์ชเอนจินที่มีส่วนแบ่งการตลาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก มีผู้เข้าใช้งานในหลักล้านคนต่อวัน มีรายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฏในเสิร์ชเอนจินของกูเกิล อีเมล แผนที่ออนไลน์ ซอฟต์แวร์จัดการด้านสำนักงาน เครือข่ายออนไลน์ และวิดีโอออนไลน์ รวมถึงการขายอุปกรณ์ช่วยในการค้นหา

ซึ่งหนึ่งในบริการที่น่าสนใจคือการทำโฆษณา “Google Ads” หรือชื่อเดิมว่า “Google Adword” คือบริการโฆษณาออนไลน์รูปแบบหนึ่งจาก Google ที่จะช่วยให้คนที่กำลังท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้เห็นโฆษณาสินค้าหรือบริการของเรา โดย Google จะคิดค่าบริการก็ต่อเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณา และเข้ามายังเว็บไซต์ของเราเท่านั้น

เราสามารถใช้ Google Ads ทำอะไรได้บ้าง

การกลับมาของ Google Ads ครั้งใหม่เขาไม่ได้มาตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับแคมเปญโฆษณาในแบบต่างๆ ให้เราเลือกทำการตลาดออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามวัตถุประสงค์ของแบรนด์ โดยการทำโฆษณา Google Ads แบ่งออกได้ ดังนี้

  • Sales : การเพิ่มยอดขายออนไลน์
  • Leads : การเก็บฐานข้อมูลลูกค้าเพิ่มจำนวนลูกค้าและโอกาสทางการขาย โดยการให้ลูกค้าเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณา เช่น ลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูล
  • Website Traffic : เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ตามกลุ่มเป้าหมาย
  • Product And Brand Consideration : สำหรับแบรนด์ที่ต้องการประชาสัมพันธ์โปรโมชั่น เพื่อไปกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ
  • Brand Awareness And Reach : สร้างการรับรู้ เพิ่มการมองเห็น เพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและจดจำมากขึ้น
  • App Promotion : สำหรับคนทำแอปพลิเคชันก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้คนเห็นแอปฯ และดาวน์โหลดมาติดตั้งในโทรศัพท์มือถือของตัวเองมากขึ้น
  • Create Campaign Without A Goal’s Guidance : การสร้างแคมเปญwfhด้วยตัวเองทุกขั้นตอน สามารถทำโฆษณาได้อย่างอิสระและเหมาะสมกับแบรนด์ของเรา

หากจะทำการโฆษณา ต้องทำอย่างไร

ในส่วนของการทำโฆษณา Google Ads เรามีขั้นตอนแนะนำจากทาง Google Ads แบบคร่าวๆ มาฝากกัน

1. สร้างบัญชี

เริ่มแรกเลยคือเราจะต้องสมัครบัญชี Google Ads ก่อนจะเข้าสู่หน้า Google Ads แล้วกรอกอีเมลและ URL เว็บไซต์ของเราให้ถูกต้อง 

2. สร้างแคมเปญโฆษณา

ต่อไปจะเป็นส่วนของการสร้างแคมเปญโฆษณา ซึ่งเราจะกำหนดค่าใช้จ่าย และเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้าถึงโฆษณา เช่น สถานที่ตั้ง เครือข่าย และคีย์เวิร์ดที่ใช้ ก่อนจะเสนอราคาของเราต่อ Google ด้วยวิธีประมูล จบขั้นตอนนี้ด้วยการเริ่มทำโฆษณา Google Ads ได้เลย

3. ตั้งค่าการเรียกเก็บเงินและเริ่มต้นการโฆษณา

หลังจากที่ตรวจสอบการตั้งค่าโฆษณาและแคมเปญแล้ว เมื่อเรียบร้อยเราจะยังไม่ถูกเรียกเก็บเงินจนกว่าจะได้รับการอนุมัติที่ใช้เวลาประมาณ 1 วัน และเราจะจ่ายก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณา Google Ads ของเราเท่านั้น

ผลลัพธ์ที่คนจะเห็น

การทำโฆษณา Google Ads มีหลากหลายประเภทให้เลือก เพื่อให้เราสามารถเลือกลงโฆษณาสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามรูปแบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น

  • Search Ads คือโฆษณาที่แสดงผลขึ้นมา เมื่อมีผู้เสิร์ชคีย์เวิร์ดที่ตรงกับโฆษณา
  • Display Ads คือโฆษณาที่ปรากฏตาม จีเมล ยูทูป เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google 
  • Video Ads คือวิดีโอโฆษณาที่เล่นก่อนหรือคั่นระหว่างการเล่นดีโอบนยูทูป
  • App Ads ถือเป็น AdWords ประเภทใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตแอปพลิเคชันสำหรับโทรศัพท์มือถือ
  • Shopping Ads คือการทำ AdWords สำหรับโฆษณาขายสินค้า

Google เขาบอกว่า ผลลัพธ์ที่แบรนด์จะได้รับจากการทำโฆษณา Google Ads คือแบรนด์จะได้รับการเข้าชมเว็บไซต์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์ การจอง หรือการสมัครรับจดหมายข่าวด้วยโฆษณาออนไลน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมไปถึงการที่ลูกค้าจะโทรติดต่อเข้ามาหามากขึ้น เพราะโฆษณามีหมายเลขโทรศัพท์และปุ่มคลิกเพื่อโทร นอกจากนี้แบรนด์ที่มีหน้าร้านจะมีลูกค้ามาที่ร้านมากขึ้น ด้วยโฆษณาธุรกิจที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบที่ตั้งของร้านหรือบริษัทใน Google Maps นั่นเอง

แต่ใจความสำคัญอยู่ที่ถ้าอยากให้การทำโฆษณา Google Ads ประสบความสำเร็จ เราจะต้องติดตามนำข้อมูลที่ได้จากการทำแคมเปญแต่ละครั้ง มาวิเคราะห์หาจุดอ่อนจุดแข็ง แก้ไขจุดบกพร่องเพื่อการทำโฆษณา Google Ads ครั้งต่อไปได้

เสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ 

การทำโฆษณา Google Ads จะใช้วิธีประมูลในการซื้อโฆษณา เราสามารถจัดการจำนวนเงินที่จะใช้จ่ายในบัญชี Google Ads ได้ด้วยตัวเอง 

สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายรายวันที่ตั้งไว้กับแคมเปญโฆษณาได้ ว่ายินดีจ่ายเงินสำหรับแคมเปญนี้โดยเฉลี่ยวันละเท่าไหร่ และหากวันหนึ่งที่โฆษณาเกิดปังเกินคาด Google Ads ก็จะอนุญาตให้ใช้จ่ายเงินรายวันเฉลี่ยถึง 2 เท่าเพื่อที่แบรนด์จะได้ไม่พลาดคลิกที่มีคุณค่าเหล่านั้น

เช่น แบรนด์ A ตั้งค่าใช้จ่ายรายวันของแคมเปญโฆษณาอยู่ที่วันละ 200 บาทตลอดเดือนพฤษภาคม จำนวนเงินที่ระบบจะเรียกเก็บจากแคมเปญในเดือนนั้นจะอยู่ที่ 200 บาท x 30.4 วัน = 6,080 บาท แต่อย่างที่บอกว่า ถ้าวันไหนโฆษณาเราเกิดปังถูกตาต้องใจคนเข้า แล้วแสดงผลเกินงบที่ตั้งไว้ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มสูงสุดแต่ไม่เกิน 2 เท่าค่าใช้จ่ายรายวันที่ตั้งไว้ หรือในที่นี้คือ 400 บาท

แต่ความยุ่งยากในการทำโฆษณา Google Ads จะหายไปเพียงแค่เราเลือกผู้ช่วย จาก Fastwork แหล่งรวมฟรีแลนมากประสบการณ์มาช่วยทำโฆษณา Google Ad ตัวเชื่อมธุรกิจของเราไปสู่ลูกค้า ยิ่งถ้าลงมือสร้างเร็วเท่าไหร่ ความสำเร็จของธุรกิจก็ยิ่งใกล้เท่านั้น คลิกเลย! https://fastwork.co/paid-ads/search-ads

Nattapon Muangtum

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน / ที่ปรึกษาให้กับเอเจนซี่และธุรกิจต่างๆ / อาจารย์วิชา Data-Driven Communication ที่ PIM / นักอ่านหนังสือ / เจ้าของเพจอ่านแล้วเล่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *