Data-Driven Emotional Marketing คุณเหลือเวลากับคนที่รักน้อยกว่าที่คิด

Data-Driven Emotional Marketing คุณเหลือเวลากับคนที่รักน้อยกว่าที่คิด

แคมเปญการตลาดที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ เป็นเรื่องของการเอา Data มาช่วยกระตุ้นให้เกิด Emotional ตามมา หรือจะเรียกว่า Data-Driven Emotional Marketing ก็ได้ครับ เมื่อแบรนด์เหล้าแบรนด์หนึ่งของสเปนที่ชื่อว่า Ruavieja ได้ทำแคมเปญที่ชื่อว่า Tenemos Que Vernos Mas(We have to see more of each other) หรือแปลเป็นไทยว่า เราน่าจะได้ใช้เวลาด้วยกันให้มากกว่านี้ กลายเป็นแคมเปญกระแทกใจผู้คนสเปนจำนวนมาก จนกลายเป็นหนึ่งในแคมเปญโฆษณาของกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้ดีที่สุดจากข้อมูลของ Google ครับ

แคมเปญ Tenemos Que Vernos Mas(We have to see more of each other) นี้เริ่มจากการทำหนังโฆษณาแบบ Social experiment ยาว 4 นาทีกว่าที่จับคนสองคนที่สนิทใกล้ชิดกันมานั่งพูดคุยสอบถามว่าพวกเขานั้นเจอกันบ่อยแค่ไหนในแต่ละปี แต่ละครั้งที่ได้เจอกันนั้นพวกเขาได้ใช้เวลาด้วยกันจริงๆ มากเท่าไหร่ จากคำตอบที่ได้ทางทีมงานก็เอาไปคำนวนจนให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นว่าพวกเขาสองคนจะได้ใช้เวลาด้วยกันจริงๆ น้อยแค่ไหนก่อนจะต้องตายจากกันไป

คลิปโฆษณาหลักของแคมเปญนี้ แนะนำให้เปิด Sub-title ครับเพราะเป็นภาษาสเปน

เชื่อมั้ยครับว่าตัวเลขที่ออกมานั้นน้อยมากเหลือแค่หลักวัน แถมยังมีตัวเลขในหลักชั่วโมงตามขึ้นมากำกับเพื่อทำให้คนดูรู้สึกว่าเวลาที่เราจะได้ใช้ด้วยกันจริงๆ ก่อนจะตายจากกันนั้นมันช่างน้อยนิดและจำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน อย่างคู่เพื่อนซี้ชายหนุ่มสองคนเมื่อใส่ Data เข้าไปก็ถูกคำนวนออกมาว่าทั้งคู่เหลือเวลาที่จะได้ใช้ด้วยกันจริงๆ แค่ 81 วัน กับอีก 18 ชั่วโมงก่อนจะตายจากกันไป ส่วนคู่พี่น้องอีกคู่นั้นน่าเศร้าหนักกว่าเพราะเมื่อคำนวนออกมาแล้วพบว่าพวกเขาเหลือเวลาที่จะได้ใช้ด้วยกันแค่ 3 วัน กับอีก 6 ชั่วโมงเท่านั้นในชีวิตนี้

Data-Driven Emotional Marketing Ruavieja Tenemos Que Vernos Mas We have to see more of each other
Data-Driven Emotional Marketing Ruavieja Tenemos Que Vernos Mas We have to see more of each other
Data-Driven Emotional Marketing Ruavieja Tenemos Que Vernos Mas We have to see more of each other

ด้วยตัวเลขที่ผ่านการคำนวนมาอย่างดี จากการกรอกข้อมูลการใช้เวลาของเรา บวกกับจำนวนครั้งที่เราได้เจอกับคนสำคัญ คูณกับจำนวนวันในแต่ละปีที่เราได้เจอกัน ตัวเลขสุดท้ายที่ได้มันก็เลยออกมาทั้งน่าเศร้าและหดหู่เหลือเกินนี่แหละครับ

หนังโฆษณาเรื่องนี้ไม่ต้องพูดอะไรต่อมาก เพราะมันสามารถจุดประเด็นให้กลายเป็นกระแสทางสังคมหรือ Social issue ไปทั่วประเทศสเปน และยังกระจายไปทั่วโลก เพราะเมื่อหนังโฆษณาชิ้นนี้ถูกปล่อยออกไป พร้อมกับที่อยู่เว็บไซต์ในตอนท้ายที่เชิญชวนให้ผู้คนลองเข้ามาคำนวนเวลาที่คุณเหลือกับคนที่คุณรักกัน

ผลคือมีคนจาก 194 ประเทศทั่วโลกเข้ามาที่เว็บไซต์นี้มากว่า 1 ล้านครั้ง และหนังโฆษณาเรื่องนี้ก็มีคนดูมากถึง 17.5 ล้านวิว และที่สำคัญคือมีคนแชร์หนังโฆษณาแคมเปญนี้มากถึง 300,000 ครั้ง!

ถ้าไม่เรียกแคมเปญ Tenemos Que Vernos Mas ของ Ruavieja ว่าประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้วล่ะครับ

คลิปวิดีโอสรุปแคมเปญนี้

และที่ทำให้หนังโฆษณาเรื่องนี้พีคมากก็คือการที่เค้าฉายภาพให้เราเห็นว่า พวกเราส่วนใหญ่หมดเวลาไปกับเรื่องอะไรที่ไร้สาระมากเกินที่ควรจะเป็น เช่น เราใช้เวลาในการดูทีวีนานถึง 6 ปี เมื่อเราอายุถึง 40 หรือเราใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตรวมกันแล้วมากกว่า 8 ปีเสียด้วยซ้ำ นั่นเลยทำให้ผู้คนที่ได้เห็นโฆษณาชิ้นนี้ต้องสะดุดหยุดคิดด้วยตัวเองกันถ้วนหน้า เพราะเมื่อเอาเวลามหาศาลที่หมดไปกับอะไรที่ไร้สาระ แต่กับคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเรากลับใช้เวลากับเค้าน้อยมากๆๆๆ เหลือเกิน

ทั้งหมดนี้กลับมาที่แบรนด์ Ruavieja ที่ประกาศจุดยืนหรือ Brand stand for ว่าเขาให้ความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมมากกว่าอะไรทั้งหมด และสังคมทุกวันนี้ก็มีประเด็นกับเรื่องการใช้เวลากับอะไรหลายอย่างที่ไม่จำเป็นอย่างมากเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ในยุคที่เรียกว่า Attention economy หรือเศรษฐกิจแห่งการแย่งชิงความสนใจจากผู้บริโภคอย่างเราไปครับ

เพราะบรรดาแบรนด์หรือธุรกิจต่างๆ นั้นรู้ดีกว่า ใครที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในวันนี้มากที่สุด ก็จะมีโอกาสทำกำไรได้สูงสุด ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกให้เลือกจนนับไม่ถ้วน ใครที่ได้ความสนใจจากผู้บริโภคไปก็มีโอกาสกลายเป็นผู้ชนะ

แบรนด์ Ruavieja เลยทำแคมเปญ Tenemos Que Vernos Mas(We have to see more of each other) ขึ้นมาเพื่อสะกิดให้คนได้ฉุกคิดว่า เราน่าจะได้ใช้เวลาด้วยกันให้มากกว่านี้ ก่อนที่เราคนใดคนหนึ่งจะตายจากกันไป

และทั้งหมดนี้ก็ส่งผลกลับมาที่ยอดขายของ Ruavieja อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะจากรายงานบอกว่ายอดขายของแบรนด์นี้เพิ่มขึ้นกว่า 52% เพิ่มขึ้นขนาดที่ว่าทางซูเปอร์มาร์เก็ตมีสินค้าไม่พอส่ง จนต้องเปลี่ยนปุ่มซื้อออนไลน์ของเว็บซูเปอร์มาร์เก็ตเองให้สามารถกดแล้วสั่งซื้อตรงจากเว็บของแบรนด์ได้เลย ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า นี่คือหน้าที่ใหม่ของเอเจนซี่หรือครีเอทีฟในยุค Data ในวันที่ Data กลายเป็นของมีค่า และกำลังจะเริ่มหายากมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกฏหมายที่ออกใหม่มากมายมาเพื่อคุ้มครอง​ Data ทำให้ครีเอทีฟต้องมีหน้าที่ในการช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนอยากมอบ Data ให้ตัวเองมากที่สุด เร็วที่สุด และถูกต้องที่สุด จนออกมาเป็นแคมเปญ Data-Driven Emotional Marketing มาสเตอร์พีชชิ้นนี้ได้ครับ

เพราะถ้าไม่มี Data ก็คงไม่มีทางรู้ได้ว่าพวกเขาทั้งคู่จะเหลือเวลาให้กันและกันสั้นแค่ไหน

ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วสนใจอยากเข้าไปลองคำนวนดูว่า ตัวเองกับคนที่สำคัญมากจะเหลือเวลาร่วมกันเท่าไหร่ก่อนตายจากกัน ตามลิงก์นี้เข้าไปดูได้เลยครับ > https://ruavieja.es/tenemosquevernosmas/

อ่านเคสการตลาดที่ใช้ Data-Driven ต่อ > https://www.everydaymarketing.co/tag/data-driven/

Data-Driven Emotional Marketing Ruavieja Tenemos Que Vernos Mas We have to see more of each other

Nattapon Muangtum

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน / ที่ปรึกษาให้กับเอเจนซี่และธุรกิจต่างๆ / อาจารย์วิชา Data-Driven Communication ที่ PIM / นักอ่านหนังสือ / เจ้าของเพจอ่านแล้วเล่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *