Bluebik ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ด้วย 5 Initiatives

Bluebik ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ด้วย 5 Initiatives

Bluebik เผยเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลปี 2022 หรือ Digital Transformation เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตขององค์กร ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก แต่ก่อนอื่นปลื้มต้องบอกก่อนว่า Bluebik คืออะไร เขาเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกค่ะ เขามองเห็นถึงอิทธิพลทางช่องทางออนไลน์ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยแวดล้อมในการทำธุรกิจ ก็เลยนำมาแชร์กัน

ปัจจุบันช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของและการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ จึงทำให้ธุรกิจต้องมุ่งสู่การปรับให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ

โดยทั่วไปแล้วการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ประกอบด้วย 3 ขั้นหลักๆ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนถ่ายการเก็บข้อมูลมาอยู่ในรูปแบบดิจิทัล Digitization ถัดไปคือการปรับกระบวนการทำงานขึ้นมาอยู่บนระบบดิจิทัล เช่น การเอาระบบ ERP / CRM มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน และขั้นที่สามคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยสร้างจุดแข็งให้องค์กร เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ นั่นก็คือ Digital Transformation  

Bluebik ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ด้วย 5 Initiatives

อย่างไรก็ตามการทำ Digital Transformation ไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นแบบครั้งเดียวจบ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือ Exponential Growth ธุรกิจจึงต้องปรับตัวอยู่เสมอ

Bluebik ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ด้วย 5 Initiatives

ในปี 2022 Bluebik มองว่า 5 เทรนด์ที่จะขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation ประกอบด้วย 1. การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (AI-driven Advanced Analytics) 2. การขยายโครงสร้างระบบขึ้นไปบนคลาวด์ (Cloud Migration) 3. การสร้างประสบการณ์ลูกค้าให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน (Unified Experience) 4. การนำหลัก Agile มาบริหารจัดการองค์กร (Agile at Scale) และ 5. การปรับรูปแบบธุรกิจสู่การกระจายอำนาจการตัดสินใจ (Decentralized Business Model) เดี๋ยวเราไปทีละข้อกันเลยค่ะ

1. การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (AI-driven Advanced Analytics)

Bluebik ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ด้วย 5 Initiatives

การนำ AI และ Machine Learning มาใช้ในชีวิตประจำวัน เริ่มปรากฎให้เห็นมากขึ้น และกำลังเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามอง เพราะสามารถยกระดับศักยภาพองค์กรได้อย่างมหาศาล โดยธุรกิจควรเริ่มพิจารณาการนำ Machine Learning ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของ AI มาใช้งาน เพื่อเทรนโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลให้ฉลาดขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้นในยุคที่รูปแบบข้อมูลมีความหลากหลาย เช่น ข้อความ วิดีโอ เสียง เพื่อแปลงข้อมูลให้เข้าใจง่ายและนำไปต่อยอดธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ในต่างประเทศ ธุรกิจการเงินเป็นตัวอย่างที่เอา Machine Learning มาใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงและประกอบการตัดสินใจ โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากวิดีโอ เพื่อดูการแสดงสีหน้าท่าทางของลูกค้า ให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นของลูกค้าแต่ละราย

2. การขยายโครงสร้างระบบขึ้นไปบนคลาวด์ (Cloud Migration)

Bluebik ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ด้วย 5 Initiatives

ในยุคที่การทำธุรกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การขยายโครงสร้างระบบ แหล่งเก็บข้อมูล หรือการดำเนินงานไปไว้บนคลาวด์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจได้ โดยเฉพาะในแง่ของค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่รอบเดียว แล้วเสี่ยงเกิดต้นทุนจม (Sunk cost) แต่สามารถเลือกจ่ายค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์รายเดือนบนระบบคลาวด์ได้ ไม่เพียงเท่านั้น การใช้คลาวด์ยังสามารถปรับลดความต้องการใช้งานได้ง่าย ยืดหยุ่นเหมาะกับความต้องการธุรกิจที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โดยในปัจจุบัน ระบบคลาวด์มีหลายตัวเลือก ได้แก่ การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดเก็บข้อมูล หรือทำหน้าที่แทน server (Infrastructure-as-a-Service) หรือ IaaS การให้บริการด้านแพลตฟอร์มสำหรับซอฟต์แวร์ (Platform as a Service) หรือ PaaS การให้บริการซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน (Software as a Service) หรือ SaaS

สำหรับเทรนด์ที่เกือบทุกธุรกิจกำลังมุ่งไปคือ Hybrid Cloud ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมกับการใช้ระบบคลาวด์ เนื่องจากความต้องการเก็บข้อมูลบางส่วนที่ไว้กับองค์กร (On premise) ทั้งด้วยเหตุผลเรืองความปลอดภัยหรือข้อกำหนดบางประการ ควบคู่กับการใช้คลาวด์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความรวดเร็วในการทำธุรกิจ

3. การสร้างประสบการณ์ลูกค้าให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน (Unified Experience)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายในการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการมีหลากหลายช่องทาง ทั้งออนไลน์ ที่มีทั้งอี-คอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ หรือร้านค้าออฟไลน์ที่คนยังไปจับจ่ายซื้อสินค้า ซึ่งให้ประสบการณ์ใช้งานที่ไม่เหมือนกัน และผู้บริโภคเองรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่ต่างกันด้วย ส่งผลให้เกิด Channel Complexity ที่สร้างความสับสนและต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะถ้าจัดการไม่ดีธุรกิจอาจไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่เหมาะสมให้ลูกค้า ส่วนลูกค้าเองก็มีความต้องการมากขึ้น ความคาดหวังสูงขึ้น ธุรกิจจึงต้องสามารถตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้

ดังนั้นการสร้าง Unified Experience จึงกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้า และตอบโจทย์ความต้องการในทุกช่องทาง (Unified-channel) ต่างจากปัจจุบันที่เพียงขยายช่องทางการให้บริการที่หลากหลาย (Omni-channel) ธุรกิจจึงต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างระบบเก็บข้อมูลที่ดี เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้ในทุก Touchpoint   

4. การนำหลัก Agile มาบริหารจัดการองค์กร (Agile at Scale)

Bluebik ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ด้วย 5 Initiatives

การทำธุรกิจยุคใหม่ไม่ใช่แค่ต้องเร็ว แต่ต้องยืดหยุ่นด้วย เนื่องจากโลกและความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไว สิ่งที่เคยทำแล้วได้ผลลัพธ์ดีในอดีต อาจใช้ไม่ได้กับปัจจุบันอีกต่อไป ดังนั้นการนำหลัก Agile มาปรับใช้กับการดำเนินงานจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่สำหรับงานโปรเจ็กต์เดียว แต่ขยายครอบคลุมทั้งองค์กร (Agile at Scale) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ทันความต้องการของตลาด และยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อเกิดเทรนด์ใหม่ๆ

จุดเริ่มของ Agile ต้องเริ่มต้นที่การปรับ Mindset ของพนักงานในองค์กร กระตุ้นให้กล้าทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเก็บฟีดแบกไปพัฒนาต่อ รวมไปถึงการวางโครงสร้างทีมให้สามารถทำงานอย่างรวดเร็ว โดยให้ผู้รับผิดชอบงานแต่ละส่วนที่ต่างกัน มาอยู่ทีมเดียวกัน และแบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อส่งมอบงานไปทีละขั้น 

5. การปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบ Decentralized Business Model

เมื่อโลกเปลี่ยนไป รูปแบบโครงสร้างองค์กรแบบรวมศูนย์ (Centralized Model) อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพมากเท่ากับในอดีต ทำให้องค์กรควรเริ่มปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบ Decentralized ซึ่งเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ของธุรกิจเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่น คล่องตัว และปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว โดย Decentralized Business Model สามารถช่วยลดตัวกลางและขั้นตอนการทำงานต่างๆ ลง จากเดิมที่ต้องรอการตัดสินใจจากบุคคลเดียว ไปเป็นการกระจายให้ผู้ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจึงทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทันสถานการณ์

ปัจจุบัน เทคโนโลยีบล็อกเชนเอื้อต่อการนำ Decentralized Business Model มาปรับใช้งานจริงกับองค์กร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Decentralized Finance หรือ DeFi ระบบที่ช่วยตัดตัวกลางในการทำธุรกรรมทางการเงินออกไป และลดต้นทุนในการทำธุรกรรม ซึ่งเปิดให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินและตัวเลือกการลงทุนใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้งาน Smart Contract หรือสัญญาอัจฉริยะ โดยเขียนโค้ดหรือโปรแกรมให้สามารถทำงานได้ตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ตั้งเอาไว้ได้อย่างเที่ยงตรง ว่องไว และเชื่อถือได้

ทั้งนี้ 5 เทรนด์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ กำลังเป็นที่จับตาเพื่อต่อยอดไปสู่การทรานส์ฟอร์มได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการวางกลยุทธ์ นักการตลาดหรือนักธุรกืจต้องลองวิเคราะห์ดูว่า สามารถนำเทรนด์เหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อปลดล็อกขีดจำกัดการทำธุรกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตค่ะ

สำหรับนักการตลาดที่อยากให้ปลื้มมาอัปเดต Trends & Insights แบบนี้อีกสามารถกดติดตามเพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึง เว็บไซต์ Twitter และ Blockdit ของการตลาดวันละตอนไว้ได้เลยค่ะ

Yoswimol

Yoswimol

🎡PLEUM | Data Research Executive ในเครือการตลาดวันละตอน | สนใจเรื่องการตลาด ชอบดูการแข่งขันทางการตลาด และเป็นทาสตลาด... ทุกบทความตั้งใจเขียนมาก ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ มันเป็นกำลังใจที่ทำให้อยากเขียนต่อไปเลย☺️

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น