การตลาด 5จ Marketing Upside-Down พลิกตำรามาร์เก็ตติ้ง จาก DSME2020

การตลาด 5จ Marketing Upside-Down พลิกตำรามาร์เก็ตติ้ง จาก DSME2020

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้การตลาดวันละตอนมีอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจจากงาน Digital SME Conference Thailand 2020 ใน Section “Marketing Upside-Down พลิกตำรามาร์เก็ตติ้ง” โดย ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นั่นก็คือ การตลาด 5จ

ที่พูดถึงความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากภาวะเศรฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคคิดก่อนจ่ายมากขึ้น และให้ความสำคัญในเรื่องของความคุ้มค่ามากกว่าการมองถึงคุณค่าของสินค้าและบริการที่ได้รับมา ดังนั้นส่วนผสมการตลาดแบบที่เราเคยเรียนกันมาคือ สินค้า (Product) ที่ประกอบด้วยคุณภาพและคุณค่า เหมาะสมกับราคา (Price) โดยมีสถานที่จำหน่ายที่สะดวกสบาย (Place) และมีโปรโมชั่น (Promotion) ที่น่าสนใจ อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคโควิดเสมอไป เพราะเนื่องจากปัจจุบันการอยู่แบบ New Normal ที่ทุกคนต้องมีระยะห่างระหว่างกัน ทำให้คนเราเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ โดยมีสื่อเป็นช่องทางหลัก ประสาทสัมผัสที่สามารถรับรู้ถึงสินค้าของเราจึงเหลือเพียงการมองเห็น และการได้ยินเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งความคุ้มค่าที่ลูกค้าได้รับเปป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราสามารถสื่อสารให้พวกเขาได้เห็น และได้ยินอย่างชัดเจน หลายๆ ธุรกิจอาจต้องเปลี่ยนแนวคิดการจำหน่าสินค้าและบริการจาก

“จากการตลาดคุณค่าเป็นการตลาดคุ้มค่า

ภายใต้สงครามราคาที่ แบรนด์เริ่มมองเห็นความสำคัญ ของการสร้างความคุ้มค่า เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือรู้สึกว่าหากเราจ่ายมันต้องคุ้มที่สุดครับ การสร้างการรับรู้ และการพูดคุยกับลูกค้าเพื่อบอกว่าเรายังเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภคอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะทุกวันนี้การสื่อสารเป็นสิ่งที่รวดเร็ว และอาจทำให้ลูกค้าของเราเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา ความสม่ำเสมอ และเท่าทันสถานการณ์จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากในยุคนี้ ซึ่งหลักการตลาด 5จ ก็เป็นอีกหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจ ที่นักการตลาดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

หลักการตลาด 5 จ

การตลาด 5จ ใน Section “Marketing Upside-Down พลิกตำรามาร์เก็ตติ้ง” โดย ดร.เอกก์ ภทรธนกุล จากงาน Digital SME Conference Thailand 2020 DSME2020

หลักการตลาด 5จ ถูกเรียกว่าเป็นการตลาดแบบตีลังกาครับ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า หลักการส่วนใหญ่ที่อยู่ใน 5จ สวนทางกับหลักการที่เราเคยเรียนกันมานั้นเองครับ นั่นเป็นเพราะว่าในปัจจุบันนอกจากเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างเอกลักษณ์แล้ว การสื่อสารแบบมาไวไปไว ก็สามารถช่วยให้เราสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และพาแบรนด์ของเราให้อยู่รอดได้นั่นเอง

จ. ที่ 1 การตลาดจับกระแส

เมื่อก่อนผู้อ่านทุกคนน่าจะเคยได้ยินนะครับ ว่าทำการตลาดแบบจับกระแสไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักในการทำการตลาดที่มีความยั่งยืน เพราะเมื่อกระแสหมดไปชื่อเสียงของเราก็ดับเช่นเดียวกัน แต่มาถึงปัจจุบันนี้ เราเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นสื่อ สถานการณ์ หรือบุคคลที่กำลังเป็นกระแสในสังคม เช่น ลุงพล หยาดพิรุณ หรือกระแส เจน นุ่น โบว์ บนแอป TikTok มีอิทธิพลต่อความคิดของคนมากกว่าเมื่อก่อน

ดังนั้นการจับกระแส จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจในการสร้างตัวตนให้กลุ่มเป้าหมานยรู้ว่า เราเป็นแบรนด์ที่มีความทันสมัย และไม่ได้นั่งอยู่เงียบ ๆ แล้วถ้ากระแสที่เราจับอยู่หมดไปจะทำอย่างไร

ง่ายมากครับ เราก็แค่หากระแสใหม่ และสร้างเรื่องราวแบบใหม่ ที่ไม่ละทิ้งความเป็นตัวเรา เพียงเท่านี้เราก็จะมีตัวตนในสายตาของลูกค้าอยู่เสมอครับ

จ. ที่ 2 การตลาดจิกลูกค้า

เคยเห็นไหมครับ เวลาเราพูดถึงสินค้าบางอย่าง แล้วอีกไม่นานเราจะเห็น Ads สิ่งนั้นขึ้นมา หลายคนอาจมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่ารำคาน แต่ในทางการตลาดสิ่งนี้เป็นโอกาสอย่างมากที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักตัวเรา ดังนั้นการจิกลูกค้าในที่นี้ จึงไม่ได้หมายความว่า เราไปยิ่ง Ads จนเกิดความรำคาญ แต่มันหมายความว่า เราต้องทำการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ในกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง

หากเราวางแผนในการจิกได้ดีก็จะกลายเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างการรับรู้ และกระตุ่นการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายได้ครับ

จ. ที่ 3 การตลาดเจาะกลุ่ม

Social media ทำให้เราทุกคนสามารถสื่อสารกันได้อย่างอิสระ โดยมีเหล่า Influencer หรือสื่อด้านอื่นๆ เป็นเสมือนกับสิ่งที่ดึงดูดให้คนที่มีความชื่นชอบ หรือความสนใจเหมือนๆ กันเข้ามาอยู่รวมกัน ดังนั้นในการทำการตลาด นอกจากที่เราจะต้องตั้งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนแล้ว ในการเจาะกลุ่มผู้บริโภค เราควรมองหาให้เจอด้วยว่าพวกเขารวมตัวกันอยู่ที่ไหน เช่น กลุ่มแม่ลูกอ่อนที่มีกลุ่ม Facebook ขนาดใหญ่ใช้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ และแนะนำผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้กัน

จ. ที่ 4 การตลาดจริงใจ

ผู้บริโภคมีช่องทางในการสื่อสาร และการหาข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการจับผิดและเชื่อในคำโฆษณาน้อยลง ดังนั้นการสร้างเนื้อหาของแบรนด์ จึงต้องมีความ Real และจริงใจมากขึ้น เพราะผู้บริโภคต้องการรับรู้เรื่องราวที่เป็นความจริง พิสูจน์ได้จริง ดังนั้นเนื้อหาที่ดูจริง และปรุงแต่งน้อย ๆ อย่างเช่นการใช้ IG Story จึ่งเป็นสื่อที่ผู้คนต่างให้ความสนใจ และมีประโยชน์ต่อการทำการตลาดในยุคนี้เป็นอย่างมาก

จ. ที่ 5 การตลาดจุนเจือ

SME มีสัดส่วนมากถึง 90% จากธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทย ดังนั้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมถึงการช่วยเหลือสังคม เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะนอกจากการที่จะสามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีกับแบรนด์แล้ว มันยังสามารถทำให้สังคม และเศรษฐกิจในภาพรวมเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถเห็นตัวอย่างได้จาก โครงการส่งของบริจาคฟรีที่ไปรษณีได้จัดขึ้น

เพื่อนๆ ชาวการตลาดวันละตอนทุกท่านครับ จากแนวคิด การตลาด 5จ ในการบรรยายหัวข้อ “Marketing Upside-Down พลิกตำรามาร์เก็ตติ้ง” ของ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ในงาน Digital SME Conference Thailand 2020 ข้างต้นทำให้เราเห็นว่าในทุกวันนี้การทำการตลาดตามตำราที่เราเรียนมา อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป

เพราะการทำการตลาดคือการที่เราต้องเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค เข้าใจบริบททางสังคม และเศรษฐกิจ หลังจากนั้นจึงนำมาหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา

สุดท้ายแล้วการทำการตลาดที่ดีจะต้องตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของการทำการตลาด และสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ครับ

ขอบคุณงานดีๆ DSME2020 จาก Digital Tips ในครั้งนี้ด้วยครับ

สรุปงาน DSME2020 กับ NEVER Normal Model ยุคที่ผู้บริโภคไม่เคยแน่นอน

อ่านบทความสรุปเนื้อหาจากงาน DSME2020 ต่อ > https://www.everydaymarketing.co/tag/dsme2020/

Weerachon Chamchan

Weerachon Chamchan

นักวางแผนการตลาด (Strategic Planner) / ผู้ดูแลเนื้อหาเพื่อการตลาด (Content Marketing) / นักเขียนบทความทางการตลาดและสังคม

2 thoughts on “การตลาด 5จ Marketing Upside-Down พลิกตำรามาร์เก็ตติ้ง จาก DSME2020

  1. มันเยี่ยมมากนี่ละคือสูตรสำเร็จทีสร้างความรำ่รวยทางธุรกิจ ปล ไม่เคยอ่าน บทความที่ไหน และ เข้าใจง่าย
    ได้ลงมือทำอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เป็นระบบอย่างที่อ่านมา
    โชคดีจริงๆที่ได้เรียนรู้ผ่านตัวหนังสือแบบง่ายๆและนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *