Trillion Dollar Coach โค้ชแห่งซิลิคอนแวลลีย์ Bill Campbell

Trillion Dollar Coach โค้ชแห่งซิลิคอนแวลลีย์ Bill Campbell

สรุปหนังสือ Trillion Dollar Coach โค้ชแห่งซิลิคอนแวลลีย์ Bill Campbell ผู้ที่เคยเป็นโค้ชให้กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะ Apple หรือ Google และยังมี CEO จากบริษัทชั้นนำอีกมากที่ต่อคิวรอให้บิลมาเป็นโค้ชให้เขา

หนังสือเล่มนี้ผมได้มานานมาก เสียดายเพิ่มมีโอกาสหยิบมาอ่านเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งที่เป็นหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ต่อชีวิตสุดๆ ทำให้เรารู้ว่าผู้นำที่ดีเขาต้องเป็นอย่างไร และการจะพาชีวิตรวมถึงธุรกิจไปอีกระดับจะต้องโฟกัสที่จุดไหน ที่สำคัญคือลบภาพคำว่าโค้ชแบบเดิมๆ ที่บ้านเราทำให้เสื่อมเสียผ่านโค้ชไลฟ์ในรูปแบบต่างๆ แถมผมยังโชคดีได้มีโอกาสชวนผู้นำหนังสือเล่มนี้เข้ามาแปลเป็นภาษาไทยในบ้านเราอย่างโค้ชณัฏฐ์ เพิ่มทรัพย์ มา LIVE พูดคุยในเพจการตลาดวันละตอน กับช่วงการตลาดวันละเล่ม ที่จัดเป็นประจำทุกคืนวันจันทร์เวลา 3 ทุ่มตรง ที่ตั้งใจชวนเพื่อนๆ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในหนังสือ เพราะผมเชื่อว่าหนังสือเล่มเดียวกันแต่ต่างคนอ่านก็ได้ต่างมุมมอง แล้วการเอามุมมองที่ตนเองมีมาแชร์กันก็ยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่หลากมุมมากยิ่งขึ้น

และก็เหมือนเดิมครับ ผมขอหยิบบางช่วงบางตอน และบางหน้าของเล่มนี้ขึ้นมาเล่าสรุปให้คุณฟัง ลองมาดูกันดีกว่าครับว่าหนังสือโค้ชแห่งซิลิคอนแวลลีย์ที่แต่งโดย Eric Schmidt อดีต CEO Google นั้นมีประเด็นใดที่น่าสนใจบ้างครับ

ผู้บริหารที่จะขึ้นสูงได้ต้องทำให้ทีมยกระดับสูงขึ้นตาม

ในพารากราฟนี้เต็มๆ ที่ผมชอบนั้นเขียนว่า

“ยิ่งคุณขยับสูงขึ้นไปเท่าไหร่ในองค์กร การที่คุณจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณในการทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน”

Trillion Dollar Coach

ผมชอบประโยคนี้มาก เพราะผมรู้ดีว่าการที่ผมมาได้ถึงทุกวันนี้ไม่ได้มาจากการที่ผมเก่งคนเดียว แต่มาจากการที่ผมมีทีมที่เก่งกว่าตัวผมเองในแต่ละด้าน

คนที่เป็นหัวหน้าบางคนรู้สึกกลัวเมื่อลูกน้องจะเก่งกว่า กลัวว่าจะถูกข้ามหน้าข้ามตา กลัวว่าจะถูกลดลำดับความสำคัญ และกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นลูกน้องของอดีตลูกน้องได้ในอนาคต

การคิดแบบนี้ทำให้หัวหน้าแบบนั้นมักจะกดลูกน้องให้ต่ำกว่าอยู่เสมอ จนลืมไปกว่าการทำแบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้ตัวเองประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะถ้าลูกน้องเราไม่เก่งขึ้นแล้วเราจะทำให้ทีมสามารถทำงานที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร

หัวหน้าที่ดีต้องหาทางทำให้ลูกน้องเก่งขึ้นเสมอ หาทางทำให้ลูกน้องฉายแสง แล้วหัวหน้าที่เหนือเราขึ้นไปที่ฉลาดกว่าก็จะมองออกว่าการที่ทีมนี้เก่งได้ขนาดนี้ก็เพราะมีหัวหน้าคนนี้ที่คอยผลักดันทีมให้เฉิดฉาย

ดังนั้นอย่ากังวลเลยครับว่าลูกน้องคุณจะเก่งกว่าคุณหรือไม่ เพราะการที่คุณถูกรายล้อมด้วยคนเก่งยิ่งถือเป็นเรื่องดี ต่อให้ลูกน้องคนนี้จะแซงหน้าคุณไปในวันนี้ เชื่อได้ว่าในอนาคตลูกน้องคนนี้ก็จะสำนึกขอบคุณจนหาโอกาสมาตอบแทนคุณในอนาคตเป็นแน่

จะขึ้นสูงฐานต้องกว้าง และเราขึ้นสูงคนเดียวแบบยอดเสาธงไม่ได้ เราต้องเป็นเสมือนภูเขาที่สูงตระหง่าขึ้นไป หาวันใดจะมียอดเขาดูสูงกว่าเขาลูกน้องที่แทนตัวเอง ก็จงภูมิใจไว้ว่านั้นคือผลงานเราที่สร้างยอดเขาที่สูงกว่าตัวเราขึ้นมา

ผลงานที่ดีที่สุดของคนทำงานคือการสร้างผลงานในนามตัวเอง แต่ผลงานที่ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์ คือการสร้างคนที่ยิ่งใหญ่กว่าตนขึ้นมา

ทีมที่เหนือชั้นต้องทำงานร่วมกันแบบคอมมูนิตี

เขาบอกไว้ว่าจิ๊กซอว์สำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรคือทีมที่ทำงานร่วมกับแบบคอมมูนิตี ทีมนี้จะต้องมีความกลมเกลียวสนับสนุนกัน ขัดแย้งเห็นต่างกันได้แต่ก็ยังคงอยู่ด้วยกันได้และมีเป้าหมายเดียวกันแม้อาจจะต่างตรงวิธีการพิชิตเป้าหมาย หมกมุ่นในการทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อองค์กรเสมอ เพราะมีผลวิจัยบอกว่าเมื่อคนรู้สึกเป็นส่วหนึ่งของคอมมูนิตีที่สนับสนุนกันและกันในที่ทำงาน เขาจะมีส่วนร่วมและมุ่งมั่นกับงานของเขามากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิผลในการทำงานมากขึ้นด้วย ในทางกลับกัน การขาดความเป็นคอมมูนิตีเป็นปัจจัยหลักของการหมดไฟในการทำงาน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าทีมแต่ละทีมในองค์กรเราพวกเขารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากพอแล้วหรือยัง พวกเขากล้าจะแสดงความเห็นต่างกันได้แบบตรงไปตรงมา พวกเขากล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองผิดพลาด ในขณะเดียวกันก็กล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่าดีที่สุดต่อองค์กรแล้วหรือไม่

เราสร้างพื้นที่สำหรับความผิดพลาดขึ้นมาเพื่อให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงออกบ้างไหม คอมมูนิตีคือศูนย์รวมของคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน เห็นต่างกันได้ ถกเถียงกันได้ แต่ก็หาข้อสรุปร่วมกันได้ ซึ่งคอมมูนิตีในทีมทำงานมีเป้าหมายสำคัญคือการพิชิตเป้าหมายทางธุรกิจนั่นเอง

Your Title Makes You A Manager. Your People Make You A Leader.
ตำแหน่งทำให้คุณเป็นผู้บริหาร แต่คนของคุณต่างหากที่ทำให้คุณเป็นผู้นำ

เรื่องนี้คนที่ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้ามือใหม่หลายคนคงเคยเจอกับตัว นั่นก็คือลูกน้องไม่เอาหัวหน้า หรือลูกน้องไม่เชื่อฟังความเห็นเรา นั่นแหละครับเพราะพวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าคุณเป็นผู้นำพวกเขา พวกเขารู้สึกแค่ว่าคุณเป็นหัวหน้าโดยตำแหน่ง อาจจะได้รับการยกมือไว้ตอนเช้าและก่อนกลับ แต่ไม่ได้ความเคารพจากใจจริงแต่อย่างไร

เพราะการเป็นผู้นำคือการที่ผู้คนเลือกที่จะเดินตามคุณไม่ว่าคุณจะไปทางไหน ดังนั้นการจะทำให้คนอยากเดิมตามได้คุณก็ต้องพิสูจน์ทั้งความสามารถและความจริงใจให้พวกเขารับรู้ได้ ในความสามารถคือคุณต้องสามารถแก้ปัญหาที่พวกเขาทำไม่ได้ ส่วนความจริงใจคือทุกสิ่งที่คุณคิด ทำ และตัดสินใจ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตัวคุณเองเป็นหลัก แต่เพื่อตัวเขาและเพื่อส่วนรวมในอนาคตนั่นเอง

ดังนั้นแม้จะมีบางครั้งที่การตัดสินใจของเราไม่เป็นสิ่งที่ถูกใจทุกคนแต่มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะมีบางคิดบ่นอิดออดไม่อยากทำ แต่เชื่อได้เลยว่าสุดท้ายทุกคนก็จะตามเพราะพวกเขาวางใจให้คุณเป็นผู้นำ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเดินตามคุณแล้วหมาจะไม่กัด หรือถ้าหมาจะกัดคุณก็จะเป็นคนออกรับฟัดกับหมาก่อนใคร

เขียนออกมาคนละ 5 เรื่องก่อนเริ่มประชุมอย่างเป็นทางการ

ผมชอบเทคนิคนี้ของหนังสือเล่มนี้มากครับ เทคนิคนี้ทำให้ลดเวลาในการประชุมที่ไม่จำเป็นลงไปได้มาก เมื่อทุกคนเขียนเรื่องที่ต้องเองต้องการจะพูดในการประชุมก่อนเริ่มประชุมออกมาคนละ 5 เรื่อง จากนั้นผู้นำก็จัดกลุ่มของปัญหาทั้งหมดเข้าไปเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องไหนซ้ำซ้อนกันก็ควบรวมไป

เทคนิคนี้ทำให้เราทุกคนได้เห็นภาพรวมก่อนเริ่มประชุมโดยไม่ต้องรอให้ต่างคนต่างพูด เป็นการเอาปัญหาทั้งหมดมาวางกองรวมกันโต๊ะ จากนั้นก็รู้แล้วว่าปัญหาใดคือปัญหาสำคัญสำหรับทีม นี่คือหน้าที่ของผู้นำคือบริหารจัดการเวลาซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของทีมให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

เพราะหลายครั้งการประชุมเป็นเรื่องซ้ำซาก พูดซ้ำเดิมวนไปวนมาน่าเบื่อ การประชุมควรจะเป็นการพูดคุยในเรื่องสำคัญที่ต้องการความเห็นและตัดสินใจร่วมจากฝ่ายอื่น ไม่งั้นจะกลายเป็นการพูดคุยบ่นไปเรื่อยๆ เหมือนการกินโต๊ะจีนหรือโต๊ะแชร์ที่ไม่ค่อยก่อให้เกิดประโยชน์อะไร

The Throne Behind The Round Table บัลลังก์เบื้องหลังอัศวินโต๊ะกลม

หนังสือ Trillion Dollar Coach เล่มนี้บอกว่าผู้นำที่ดีต้องปล่อยให้ทีมได้ออกความเห็นและตัดสินใจกันอย่างเท่าเทียม โดยเปรียบเทียบกับอัศวินโต๊ะกลม ที่บอกให้รู้ว่าไม่มีหัวโต๊ะที่จะเป็นคนฟันและตัดสินใจ ดังนั้นทุกคนต้องตกลงร่วมกันแม้แต่จะเป็นกษัตริย์ Arther ในเวลานั้นก็ตาม

แต่ Bill Campbell ก็บอกว่าความจริงแล้วผู้นำที่ดีสามารถอยู่เบื้องหลังโต๊ะกลมที่เท่าเทียมได้ ด้วยการปล่อยให้ทุกคนได้ออกความเห็น แล้วผู้นำต้องเป็นคนรวบรวมทุกประเด็นเพื่อสรุปออกมาให้มีทิศทางสุดท้ายที่จะไปร่วมกัน แม้บางครั้งอาจจะเป็นคนค่อยๆ ชี้นำทิศให้ชี้ไปยังทางที่องค์กรควรจะไป

เรื่องนี้เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คุณต้องมีความเป็นโค้ชที่ดีที่จะพาทีมก้าวข้ามความเห็นต่างและตกลงที่จะเดินหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกันได้ในท้ายที่สุดครับ

Leader Speak Later หัวหน้าต้องพูดคนสุดท้าย

ผมชอบเนื้อหาในช่วงนี้มากครับ เรื่องมีอยู่ว่า Marissa Mayer อดีต CEO Yahoo และตอนนั้นเธอเป็นอดีตผู้บริหารใน Google เธอมักจะรีบออกความเห็นเร็วเกินไปเพื่อจบการประชุมที่ยืดเยื้อโดยไว ในแง่ประสิทธิภาพการทำงานนั้นดีมาก ถือเป็นการประหยัด Man hour ของหลายคนลงไปได้มาก แต่ในแง่ของประสิทธิผลในระยะยาวนั้นไม่ใช่เรื่องดี เพราะการทำแบบนี้จะทำให้ทีมไม่อยากออกความเห็นหรือแสดงไอเดียใดๆ

นานวันเข้าเราก็จะมีทีมที่เอาแต่รอคำสั่ง เพราะทีมจะรู้สึกว่าพูดอะไรไปหัวหน้าก็ขัด และก็ตัดมาทำตามไอเดียหัวหน้าทุกอย่าง ดังนั้นบิล แคมเบล เลยออกกฏใหม่ว่าหัวหน้าต้องเป็นคนพูดคนสุดท้ายเสมอ เพื่อให้ลูกน้องทุกคนได้ออกความเห็น เพื่อให้หัวหน้าได้รับฟังทุกไอเดียอย่างเต็มที่

จากนั้นหัวหน้าก็จะรวบรวมความเห็นของทุกมาสรุปสุดท้ายก่อนจะกำหนดทิศทาง หรือในขณะเดียวกันก็อาจจะค่อยๆ ชี้นำทิศทางของความเห็นให้ไปอย่างที่ตัวเองคิดไว้ แต่สำคัญคือต้องทำให้ทีมรู้สึกว่าไอเดียเหล่านั้นมาจากพวกเขาไม่ใช่ของหัวหน้า เมื่อหัวหน้าคนไหนฝึกทำได้แบบนี้บ่อยๆ ทีมก็จะเก่งขึ้นในระยะยาว

เรื่องนี้ก็คล้ายกับหัวข้อก่อนหน้าที่พูดถึงบัลลังก์เบื้องหลังโต๊ะกลม การเป็นหัวหน้ายุคใหม่ต้องนำจากข้างหลังไม่ใช่ข้างหน้า ปล่อยให้ลูกค้าได้เสนอไอเดียทั้งหมดที่ตัวเองคิดก่อน อย่าเพิ่งไปรีดขัด ฝึกกลั้นใจไม่ให้พูดไว้ ลองคิดถึงตัวเราก็ได้ครับว่าถ้าเราถูกขัดความเห็นบ่อยๆ ตัวเราเองก็ย่อมไม่ชอบและไม่อยากแสดงความเห็นใดๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จริงไหมครับ

ผมเองก็เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ตรงที่ตัดจบสรุปไอเดียลูกน้องเร็วไปจนถูกลูกน้องตำหนิ และนั่นก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าผมต้องหยุดฟังเขาให้เต็มที่ก่อน แม้หลายไอเดียอาจจะฟังดูเหมือนผมเคยผ่านมาแล้ว แต่หลายครั้งก็พบว่าตอนท้ายของไอเดียนั้นมีอะไรบางอย่างน่าสนใจอยู่เสมอ

ทุกทีมต้องซัพพอร์ตทีม Product

บริษัทส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับไฟแนนซ์เกินไป ให้ความสำคัญกับทีมขายเกินไป และให้ความสำคัญกับทีมการตลาดเกินไป ส่วนทีม Product ที่คิดค้นสินค้าขึ้นมาขายหรอ กลับถูกตีตกไว้ท้ายๆ ขององค์กร ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วบริษัทจะทำกำไรได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมี Product ที่ดีมาเรียกความสนใจแล้วหรือยัง

ดังนั้นบิล แคมเบล ก็บอกว่าต่อไปนี้ทุกทีมในองค์กรมีหน้าที่สนับสนุนทีม Product ที่คิดค้นสินค้าหรือบริการขึ้นมา ทีมการเงินต้องหาทางสนับสนุนว่าทำอย่างไร Product นี้จึงจะกำไรหรือลดต้นทุนลงไปได้มากกว่านี้ ทีมขายก็ต้องสนับสนุนว่าเราจะขายของสิ่งนี้อย่างไรดี ส่วนทีมการตลาดก็ต้องหาทางว่าเราจะเอาของสิ่งนี้ไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร

Apple เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ถือกำเนิดจาก Product ที่ดีก่อน ทีมการตลาดเข้ามาตอนท้าย ทีมขายเข้ามาตอนปลาย ทีมการเงินเข้ามาให้คำแนะนำอยู่ประปราย แล้วคุณเห็นความสำเร็จของ Apple ไหมครับ นั่นแหละ Product first and everyone support.

Only Coach The Coachable โค้ชเฉพาะคนที่โค้ชได้

เรื่องนี้เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่โดนใจ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะแก่การสอน บางคนไม่เหมาะด้วยเคมีไม่เข้ากัน บางคนไม่เหมาะด้วยอีโก้เกินตัวไม่เปิดใจรับฟังใคร บางคนคิดว่าที่ตัวเองทำมานั้นถูกเสมอ ดังนั้นบิล แคมเบลก็เลยเสนอง่ายๆ ว่า โค้ชเฉพาะคนที่โค้ชได้ หรือสอนเฉพาะคนที่ควรสอน ไม่อย่างนั้นก็เป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่าย คนสอนก็เหนื่อย คนเรียนก็เหนื่อย เหมือนคนสองคนที่ไม่ได้รักกันก็สู้เลิกกันไปหาคนที่ใช่ของตัวเองดีกว่า ไม่แน่ใจอนาคตวันข้างหน้าเราก็อาจจะกลับมาพบว่าเราต่างเป็นคู่แท้ของกันและกันก็ได้ครับ

เรามีทีมที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาแล้วหรือยัง?

ผมชอบบทนี้มาก บทนี้คือช่วงท้ายของหนังสือเล่มนี้ เวลาเกิดปัญหาในขึ้นในองค์กรหัวหน้าที่ดีจะไม่ลงไปแก้ไขปัญหานั้นด้วยตัวเองเสมอไป แต่เราต้องแน่ใจว่าเรามีทีมที่ดี ที่เหมาะสมกับปัญหานี้แล้วใช่ไหม

เพราะการเลือกคนที่เหมาะสมกับงานนั้นเป็นอะไรที่สำคัญมาก เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสารคดี Playbook ใน Netflix ตอนที่สัมภาษณ์มูรินโย่ ผู้จัดการทีมฟุตบอลเบอร์ต้นของโลก มีช่วงหนึ่งเขาบอกว่าเขาไม่ได้มีหน้าที่สอนโรนัลโดว่าต้องวิ่งไปทางไหน ต้องเลี้ยงบอลอย่างไร เขาเล่นบอลไม่ได้เสี้ยวของโรนัลโด แต่เขารู้ว่าโรนัลโดทำอะไรได้ และต้องจับโรนัลโดไปวางไว้ตรงไหนในสนาม จากนั้นก็ปล่อยให้โรนัลโดทำงานของเราไป นี่แหละครับหน้าที่โค้ช เลือกคนที่ใช่ที่เหมาะกับปัญหานั้น จากนั้นก็ปล่อยให้เขาแก้ปัญหาไป แล้วเราก็คอยติดตามดูเขาอยู่ใกล้ๆ อย่าลงไปก้าวก่ายในเนื้องาน แต่ต้องคอยช่วยบริหารจัดการปัญหาที่เขาแก้ให้ราบลื่นไม่มีอุปสรรคใดเพิ่มเติม หรืออาจจะคอยสนับสนุนเขาด้วยสิ่งต่างๆ ที่คุณสามารถอำนวยให้เขาได้ แต่อย่าลืมว่าเขาเป็นผู้เล่น คุณเป็นผู้จัดการ แล้วปัญหาก็จะถูกจัดการเมื่อคุณวางคนที่เหมาะสมลงไปครับ

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 18 ของปี

สรุปหนังสือ Trillion Dollar Coach โค้ชแห่งซิลิคอนแวลลีย์ คัมภีร์ผู้นำ Bill Campbell แต่งโดย Eric Schmidt แปลโดยโค้ชณัฏฐ์ เพิ่มทรัพย์ และทีม

สรุปหนังสือ Trillion Dollar Coach
โค้ชแห่งซิลิคอนแวลลีย์
คัมภีร์ผู้นำจากโค้ชแห่งซิลิคอนแวลลีย์
บิล แคมป์เบลล์
Eric Schmidt แต่ง
โค้ชณัฏฐ์ เพิ่มทรัพย์ และทีมแปล

อ่านสรุปหนังสือแนวนี้ในอ่านแล้วเล่าต่อ > https://www.summaread.net/category/moltivation/

สั่งซื้อออนไลน์ > https://bit.ly/3mty8q2

Nattapon Muangtum

Nattapon Muangtum

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน / อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication / ผู้เขียนหนังสือการตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing, การตลาดแบบฉลาดใช้ดาต้า Data-Driven Marketing และ Data Thinking / เป็นที่ปรึกษาด้าน Marketing และ Data-Driven ให้กับบริษัทบางแห่งและหน่วยงานบางที่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *