คัดมาแล้ว! กับ คอนเทนต์ 12 ประเภท ที่พิสูจน์แล้วว่าดึงดูดใจ Follower ได้จริง

คัดมาแล้ว! กับ คอนเทนต์ 12 ประเภท ที่พิสูจน์แล้วว่าดึงดูดใจ Follower ได้จริง

ปัจจุบันโซเชียลมีเดียเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเรา โดยมีผู้ใช้มากกว่า 3.96 พันล้านคนทั่วโลก เนื่องจากฐานผู้ใช้จำนวนมากนั้น จึงมีเนื้อหาหลายประเภทเช่นกัน

แต่เคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่าโพสต์โซเชียลมีเดียประเภทไหนที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณมากที่สุด? 

วันนี้การตลาดวันละตอนเลยคัดคอนเทนต์ 12 ประเภทที่รับรองว่าเวิร์กถูกใจกลุ่ม Follower ได้แน่นอน มาดูไปพร้อมกันเลยค่ะว่ามีโพสต์ประเภทไหนบ้าง

12 ประเภทโพสต์โซเชียลมีเดียที่ช่วยดึงดูด Follower

1. Reviews and Testimonials

ในสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยเฉพาะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ละบริษัทต่างพากันแย่งชิงลูกค้ากัน เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งทางการตลาดและยอดขาย 

นอกจากนี้ในฝั่งลูกค้าเองก็ยังสามารถหาข้อมูลต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ ดังนั้นเนื้อหาประเภทการรีวิวจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะเป็นการรีวิวเชิงบวกโดยบุคคลที่ 3 หรือเป็นความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งการ Review และ Testimonial นั้น อาจอยู่ในรูปแบบ text ภาพ หรือวีดีโอ ก็ได้ 

ยกตัวอย่างเช่น การโพสต์ Twitter สั้นๆ ของคนที่เพลิดเพลินกับเครื่องดื่มของ Starbucks ก็เป็นตัวอย่างของการรีวิวเชิงบวก ที่ท้ายที่สุดก็แสดงว่าบุคคลนั้นได้ลองดื่มเมนูนั้นจริงและจบลงด้วยความแฮปปี้ เป็นต้น

แนะนำอีกนิดนะคะสำหรับคนที่จะทำโพสต์ในลักษณะนี้ อย่าลืมใส่แฮชแท็กเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อแบรนด์ และคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าลงไปด้วยนะคะ เผื่อมีคนสนใจมาเสิร์ชหา จะได้เจอโพสต์ของเราด้วนนั่นเองค่ะ

2. Contests

คนส่วนมากล้วนแล้วแต่ก็ชอบการแข่งขันกันทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงสามารถใช้ประโยชน์จากความชื่นชอบนี้ในการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ผู้ติดตามได้มีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น

โดยอาจจะจัดการแข่งขันเช่น การเล่นเกม หรือตอบคำถามง่ายๆ บนโซเชียลมีเดียพร้อมรางวัลดีๆ สำหรับผู้ชนะ รับรองว่าจะมีคนที่เข้ามีส่วนร่วมกับโพสต์ของคุณมากขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ คุณสามารถใช้การแข่งขันเพื่อเพิ่มความนิยม รวมถึงเพิ่มยอดผูติดตามบนโซเชียลมีเดียได้ในเวลาเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์คุ้กกี้ยอดฮิตอย่าง Oreo ที่สร้างเงื่อนไขและกติกาเพิ่มเติมในการเล่นเกม โดยเข้าร่วมกิจกรรมจะต้องโพสต์รูปภาพบน Instagram และ Facebook เพื่อเข้าร่วม เมื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนโพสต์รูปภาพในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Oreo ก็เหมือนกับได้รับการประชาสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียไปในตัวด้วย

3. Giveaways

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีนั้นควรเป็นความสัมพันธ์ในแบบ 2 way คือควรเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยเฉพาะการทำ Marketing บน Social Media นั้น ไม่ใช่แค่การขอให้ผู้ติดตามทำอะไรให้คุณเพียงอย่างเดียวแต่ในบางครั้ง เราก็สามารถให้อะไรตอบแทนผู้ติดตามได้เช่นกัน

ซึ่งอีกหนึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมและทำได้ง่ายๆ ก็คือการจัดแจกของรางวัลพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด Gift Voucher หรือของขวัญที่ทำขึ้นเป็นพิเศษตามเทศกาลต่างๆ 

วิธีนี้นอกจากจะเป็นการตอบแทนผู้ติดตามของคุณแล้ว ยังช่วยให้ follower มีส่วนร่วมกับคุณในโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ รวมถึงสร้างความภักดีกับแบรนด์ได้ด้วย

4. Infographic

การนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบ Infographic นอกจากจะทำให้ข้อมูลที่ดูน่าเบื่อและยากต่อการนำเสนอนั้นสนุกขึ้นแล้วการใช้แผนภูมิและรูปภาพยังมีส่วนช่วยทำให้สิ่งต่างๆ เข้าใจง่ายขึ้นด้วยกราฟิกที่สะดุดตา จะทำให้หน้าโซเชียลมีเดียของคุณดูน่าดึงดูดมากกว่าที่เคย

5. Surveys and Polls

วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เหมาะมากกับการนำมาใช้เพื่อหาจุดที่ขาดตกบกพร่องเพื่อนำมาปรับปรุงโซเชียลมีเดียของเรา ด้วยการจัดทำแบบสำรวจหรือสร้าง Poll ถามเหล่า Follower กันไปตรงๆ เพื่อจะได้รู้ว่าพวกเขาชอบอะไรและไม่ชอบอะไร เราจะได้สร้างเนื้อหาให้ถูกใจพวกเขาง่ายขึ้น

การทำแบบสำรวจนั้นไม่จำเป็นต้แงมีคำถามเยอะ หรือยืดยาว เพราะอาจจะทำให้ Follower รู้สึกไม่อยากตอบคำถามได้ แบมแนะนำว่าให้เป็นแบบสำรวจง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ยิ่งเป็นแบบคลิกได้ทันทีก็ยิ่งดีเลยค่ะ

6. Videos and Livestreams

คอนเทนต์ยอดนิยมในช่วงปีนี้คงต้องยกให้เป็นคอนเทนต์ประเภท Videos and Livestreams 

เพราะแค่ฝั่ง YouTube อย่างเดียวมีผู้ใช้งานมากถึง 2.3 พันล้านคนแล้ว ดังนั้นโอกาสที่ผู้ใช้งานจะเข้าถึงคุณได้ก็มีจำนวนมากเช่นกัน

งานนี้ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เล็กหรือแบรนด์ใหญ่ก็สามารถทำได้ โดยที่การทำวิดีโอนั้นไม่จำเป็นต้องมีโปรดักชั่นเริ่ดหรู แต่อาจจะวิดีโอสั้นๆ ที่มีความสนุก และน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดความผู้ชมก็พอ

7. Jokes and Memes

เหตุผลที่แบรนด์ควรนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบ Memes ก็เพราะมีมนั้นเป็นคอนเทนต์ที่ใช้งบประมาณน้อย แต่สามารถสร้างการรับรู้และบอกต่อได้ในระดับไวรัล

เนื่องจากความตลกของเนื้อหาในรูปแบบมีมนั้นมีความตลกจึงป็นสิ่งที่โน้มน้าวให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ง่ายกว่าคอนเทนต์รูปแบบอื่นๆ ค่ะ เรียกเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้ influencer ในการโปรโมตให้เสียเงินเพิ่มเลย

แต่ที่สำคัญแบรนด์ควรจะเลือกมีมที่มีความเหมาะสมกับสินค้าและบริการของตัวเอง ไม่ใช่มีมมีความอ่อนไหวหรือมีประเด็นดราม่า เพราะจะทำให้สุ่มเสี่ยงที่จะเสียภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้นั่นเองค่ะ

8. Data and Statistics

ถ้าคุณต้องการดึงดูดความสนใจของ Follower แบมแนะนำให้ลองใช้เนื้อหาที่เป็นแนวข้อมูลและสถิติมาโพสต์ในโพสต์โซเชียลมีเดียของคุณดูนะคะ โดยอาจจะลองคัดเลือก Data ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของคุณดู

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณต้องการใช้การตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อขายอุปกรณ์เดินป่า ก็ลองเอาเนื้อหาเกี่ยวกับสถิติเรื่องระยะทาง หรือการจัดอันดับความยากง่ายในการเดินป่าแต่ละที่ ยิ่งถ้ามีข้อมูลที่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน ก็จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคอนเทนต์ของคุณได้ รวมถึงมีส่วนช่วยโน้มน้าวให้คนที่อ่านตัดสินใจซื้อได้ดีขึ้นจากการให้เหตุผลเชิงตรรกะนี้ด้วย

9. UGC

UGC หรือ User-Generated Content นั้นหมายถึงเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้แบรนด์ ด้วยความที่ผู้คนสมัยนี้ไม่ค่อยอินกับโฆษณาที่ดูออกว่าจ้างมา หรือสื่อที่จ่ายเงินซื้อ แต่กลับอินกับคำพูดของคนใกล้ชิดทั้งคนที่รู้จัก และคนที่เป็นผู้บริโภคเหมือนกัน ดังนั้นกว่า 79% ของผู้คนกล่าวว่าUGC (เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น) ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบางอย่าง

ซึ่งแคมเปญแบบ User Generated Content นั้นสามารถสร้าง Engagement ได้มากกว่า Content จากแบรนด์ ทั้งในแง่ของความน่าเชื่อถือที่มีมากกว่า เพราะผู้คนไม่ได้คิดว่าถูกจ้างมาพูด ดูจริงใจกว่า ไมใช่แค่สร้าง Engagement แต่อาจเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนได้ในที่สุดค่ะ 

10. Teasers and Announcements

หากคุณมีแผนจะเปิดตัวสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ลองแย็บๆ Follower ด้วยคอนเทนต์ประเภท Teasers มาแบบพอเป็นน้ำจิ้ม เพราะนอกจากจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ติดตามแล้ว ยังเป็นการเช็กฟีดแบกสินค้าใหม่ไปในตัวด้วยว่าได้รับความสนใจจากผู้คนมากแค่ไหน

ซึ่งคอนเทนต์ปรเเภทนี้สามารถทำได้ทั้งรูปแบบวิดีโอและภาพนิ่ง หรือจะค่อยๆ ปล่อยออกมาเป็นซีรี่ส์ให้ค่อยๆ เผยรายละเอียดออกมาทีละนิดๆ ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะคะ

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันชัดๆ ก็เหมือนกับที่ Apple ชอบปล่อยภาพโมเดลใหม่ แล้วค่อยๆ หลุดฟีเจอร์ใหม่ๆ ออกมาก่อนประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการนั่นแหละค่ะ

11. AMAs (Ask Me Anything)

โดยพื้นฐานแล้ว การถามตอบกับผู้ติดตามของคุณ ฟังดูง่ายใช่มั้ยคะ?

แต่คอนเทนต์ประเภทนี้อาจจะเหนื่อยตอบสักหน่อย เพราะเป็นการเปิดกว้างให้ Follower ได้ถามในสิ่งตัวเองอยากรู้ แต่ถึงจะเหนื่อย แต่ก็รับรองว่าคุ้ม เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ติดตามและแบรนด์มีโอกาสได้โต้ตอบกันแล้ว ยังทำให้แบรนด์ได้รับรู้ว่าลูกค้ากำลังสงสัยในเรื่องอะไร หรือมีจุดไหนบ้างที่แบรนด์ยังต้องแก้ไข ถือเป็นโอกาสที่แบรนด์จะสามารถให้ข้อมูลกับผู้ติดตามได้โดยตรง

ยิ่งถ้ามีโอกาสได้ตอบหรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมเป็นกาาส่วนตัวปล้วล่ะก็ จะยิ่งทำให้ผู้ติดตามรู้สึกประทับใจ คนที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าของคุณได้ง่ายขึ้น ส่วนคนที่เป็นลํกค้าอยู่แล้วก็จะยิ่งสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ง่ายขึ้นไปอีก

12. Tutorials

สุดท้ายเป็นคอนเทนต์ประเภท Tutorials สำหรับเนื้อหาประเภทนี้ แบมแนะนำให้นักการตลาดและแบรนด์ลองทำคอนเทนต์ประเภทการแนะนำวิธีใช้งาน ฟังก์ชัน ฟีเจอร์ต่างๆ หรือคอนเทนต์ที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของคุณสามารถช่วยพวกเขาแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง วิธีนี้นอกจากจะทำให้ผู้ติดตามเข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องผซื้อสินค้าและบริการของคุณแล้ว ยังเป็นการโปรโมตผลิตภัณฑ์ไปในตัวด้วย

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคอนเทนต์ทั้ง 12 ประเภทที่ทางแบมแบะการตลาดวันละตอนพิสูจน์แล้วว่าเป็นคอนเทนต์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของ Follower บนโซเชียลมีเดียได้อย่างแน่นอน

นักการตลาดก็ลองไปเลือกใช้กันดูนะคะว่าเราจะเลือกคอนเทนต์ประเภทไหน ในสัดส่วนเท่าไหร่ให้เหมาะสมกับสินค้าและแบรนด์ของเรา

แล้วคุณล่ะ… พร้อมที่จะพัฒนาการตลาดบนโซเชียลมีเดียของคุณแล้วหรือยัง?

ส่วนใครที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การทำตลาดในรูปแบบอื่นๆ แบมแนะนำให้ไปอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ 

ในบทความหน้าแบมจะมีอะไรมาอัปเดตอีกบ้าง สามารถติดตามได้ผ่านเพจการตลาดวันละตอน รวมถึง Twitter และ Blockdit ของการตลาดวันละตอนนะคะ

Bambinun*

Bambinun*

Content Creator แห่งการตลาดวันละตอน ที่หลงรักการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ พอๆ กับการกินของอร่อย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเป็นทาสแมว

Leave a Reply

Your email address will not be published.